จะไม่อยากอาหาร ที่ไหนได้กลับทานจนหมดสิ้น นึกขึ้นได้ว่าในห้องหนังสือครั้งก่อน นางเคยบอกว่าตนเองกินไม่มากนัก ช่างต่างกันนักหลินถิงอิ่มหนำแล้วจึงลุกขึ้น ชี้ออกไปนอกม่าน “ข้าขอออกไปเดินเล่นสักหน่อยได้หรือไม่?”เซี่ยชิงเหอมองตามนิ้วที่นางชี้ออกไปนอกกระโจม ก่อนเอ่ยด้วยสีหน้าลำบากใจ “นี่เป็นกองทัพค่ายใหญ่ เกรงว่าคงมิอาจได้ หวังว่าคุณหนูเจ็ดจะเข้าใจ”“อ้อ”เขาเอ่ยคำขอโทษอีกครั้ง “ขออภัย”หลินถิงตอบเพียงสั้นๆ “อ้อ”เซี่ยชิงเหอได้ฟังแล้วพลันทำท่าลังเลไม่แน่ใจ “คุณหนูเจ็ด…โกรธแล้วหรือ?”หลินถิงกอดอกย้อนถาม “แล้วท่านว่าข้าสมควรโกรธหรือไม่?” อยู่ดีๆ กลางดึกก็ถูกคนลงมือจนสลบแล้วถูกจับมาที่นี่ มิหนำซ้ำยังถูกกักให้อยู่แต่ในกระโจมแคบๆ จะออกไปไหนก็ไม่ได้ นางมิใช่พระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมี จะไม่โกรธได้อย่างไร!เขาตอบเสียงต่ำ “สมควร”หลินถิงดึงเก้าอี้มานั่ง ถอนหายใจแล้วค่อยๆ นับนิ้วอย่างเบื่อหน่าย “เช่นนั้นก็แล้วกัน ท่านกลับไปเถิด ข้าอยากอยู่ลำพังสักครู่ เย็นนี้ท่านค่อยมาพาข้าไปพบจินอันไจ้ก็แล้วกัน”เซี่ยชิงเหอเปิดม่านพลางก้าวออกไป ไม่นานนัก เขาพบกับแม่ทัพผู้เป็นคนจับหลินถิงมา “ท่านลุงกุ้ย”ท่านลุงกุ้ยมีวัยล่วงสี่สิบปีแล้ว ทว่าร่างกายยังแข็งแกร่งทรงพลัง ดวงตาคมกล้าเพียงสบตาก็ชวนให้คนหวั่นเกรงเขาเพิ่งฝึกทหารเสร็จ ร่างกายชุ่มเหงื่อ ถอดเสื้อออกเผยกล้ามเนื้อกำยำ “เมื่อครู่นี้เจ้าเพิ่งไปพบคุณหนูเจ็ดมาหรือไม่?”“อืม”“