ขนนกที่เคยเพียงปัดหัวใจ ตอนนี้กลับทิ้งร่องรอยลึกยากลบเลือน เปลวเทียนในห้องสว่างบ้างมืดบ้าง เงาและแสงทอดบนร่างทั้งสอง สลับกันซ่อนในเงามืดและเปิดเผยใต้แสงต้วนหลิงไม่เคยละริมฝีปากจากมุมปากนาง จุมพิตนั้นลึกขึ้นทุกครา ค่อยๆ ลิ้มเลียอย่างควบคุมตัวเองปนหลงใหลราวกับไม่มีวันเบื่อ กลับรู้สึกว่ายังไม่พอ ความหลงใหลนี้แทบจะเรียกว่าเป็นความคลั่งไคล้เดิมทีหลินถิงนอนเอนอยู่ แต่ในไม่ช้าเขาก็โอบนางขึ้น ให้นั่งอยู่บนตักเขาอีกครั้ง ปล่อยให้นางอยู่เหนือกว่า ก้มลงมาจุมพิต เขายังคงชอบสัมผัสจุมพิตที่มาจากนางจากเบื้องบน อยากเห็นเงาร่างนางปกคลุมตัว แม้ไม่อาจคลุมได้หมด แต่ก็คลุมได้ครึ่ง ราวกับนางเมตตาโอบเขาไว้ในอ้อมกาย ให้อยู่ภายในนานเท่าที่นางต้องการหลินถิงก้มตัวลงจุมพิตโดยไม่รู้สึกแปลกแยก มือที่ไม่รู้จะวางไว้ที่ใดก็ทำตามสัญชาตญาณ สอดเข้าไปในเรือนผมยาวที่สยายอยู่ ลูบผ่านช้าๆ จนไปกอบกุมหลังคอเขา ตรงหลังคอนั้นคือประตูชีวิต เป็นจุดที่ทั้งบอบบางและอ่อนไหวที่สุดของผู้คน สำหรับต้วนหลิงแล้ว ก็เป็นเช่นเดียวกันต้วนหลิงโดยสันดานเป็นคนระแวดระวัง ไม่เคยยอมส่งมอบจุดชีวิตให้ผู้ใดได้ แต่กลับไม่ใช่เพียงครั้งสองครั้งที่ปล่อยให้หลินถิงจับหลังคอเขาได้ และทุกครั้งเขาก็ไม่คิดจะขัดขืน กลับอยากให้นางจับไว้นานขึ้นเสียอีก กระทั่งในใจยังผุดความคิด…หากต้องตายด้วยน้ำมือนาง ก็มิได้เสียหายอันใดหากวันหนึ่งหลินถิงฆ่าเขาจริง เลือดของเขาอาจ