มิได้ถามไถ่ รีบไปปลดทุกข์ก่อน”สายตาของต้วนหลิงสบเข้ากับดวงตานาง เห็นเงาของตนในดวงเนตรคู่นั้น “เหตุใดจึงเปลี่ยนชุด?”หลินถิงยกหน้ามองเขาใกล้ๆ “ระหว่างไปปลดทุกข์ ข้าเผลอทำชุดเปื้อน จึงแวะซื้อชุดใหม่ที่ร้านตัดเย็บแถวนั้นขอโทษที่ทำให้ท่านต้องรอนาน”“มิเป็นไร เจ้ากลับมาแล้วก็พอ”นางนิ่งไปเล็กน้อย “ข้าแค่ไปปลดทุกข์ ย่อมต้องกลับมาอยู่แล้ว”ต้วนหลิงพับผ้าที่เช็ดหน้าให้แล้วเก็บไว้ที่เอว “ฟ้ามืดนัก ข้ากลัวเจ้าจะหลงทาง หาทางกลับมาไม่ถูก”หลินถิงเม้มปาก “เป็นไปได้อย่างไร แม้ข้าจะจำแม่นไม่เท่าท่าน แต่ก็ไม่ถึงขั้นหลงทาง ข้าไม่ใช่เด็กสามขวบเสียหน่อย”“เป็นข้าที่คิดมากไป”รถม้าจอดรออยู่ตรงหัวถนน ต้วนหลิงพานางก้าวขึ้นไป หลินถิงแม้จะมีเสื้อคลุมที่เขาเอามาจากรถม้าใส่ให้ แต่เพราะเปียกฝนจึงยังรู้สึกหนาว นางจึงเผลอขยับตัวเข้าไปใกล้เขาโดยไม่รู้ตัว อุณหภูมิร่างกายเขามักสูงกว่า ทำให้อบอุ่นเมื่อได้แนบชิด ปลายผมยาวของนางพลันพลิ้วไปสัมผัสมือเขาที่วางอยู่ข้างลำตัวในรถม้ามีเตาร้อนน้ำเล็กๆ ต้วนหลิงรินน้ำชาให้ “เจ้ามิใช่ว่าจะไปซื้อขนมกลับมา แล้วขนมเล่า?”หลินถิงมัวรีบไปช่วยจินอันไจ้ จึงไม่มีเวลาซื้อ และคงมิอาจถือถุงขนมไปช่วยคนได้ “ยังมิทันซื้อก็ปวดท้องเสียก่อนจึงรีบไปปลดทุกข์ กลับออกมาอีกที ร้านก็ปิดแล้ว”นางยกถ้วยชาดื่มรวดเดียวจนหมด ความอุ่นแผ่ซ่านไปทั้งร่าง “ไว้วันหลังค่อยซื้อก็ได้”ต้วนหลิงรินให้ใหม่ “บางเรื่องรอวันหลัง