เผลอยกมือลูบแก้มเขา ครั้นรู้ตัวว่าสิ่งที่ทำช่างเกินขอบเขต นางก็รีบชักมือกลับ หมุนกายเดินออกไป ปิดประตูลงอย่างเงียบงันทันทีที่หลินถิงก้าวพ้นห้อง ต้วนหลิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น เอนกายลุกขึ้นนั่ง มองบานประตูที่ปิดสนิท บนผิวหน้าของเขายังอวลไออุ่นจากสัมผัสของนางอยู่ไม่จาง***ท้องฟ้าเปรี้ยงเสียงฟ้าคำราม ก้อนเมฆคลี่คลุมจนมืดมิด ก่อนจะปล่อยฝนห่าใหญ่โปรยกระหน่ำลงมาไม่ลืมหูตาเม็ดฝนกระแทกลงบนกระเบื้องเคลือบแก้ว “ติ๊งติ๊ง” แล้วไหลลงตามชายคา กลายเป็นม่านน้ำต่อเนื่องราวแพรบางหลินถิงนั่งเอนอยู่ใต้ชายคา ง่วงเหงาหาวนอนจนเกือบเคลิ้มหลับ จนกระทั่งถึงยามกลางวัน สาวใช้จึงเข้ามาเอ่ยเชิญให้ไปรับสำรับนางก้าวเข้าห้องเพื่อร่วมโต๊ะมื้อกลางวัน วันนี้เป็นวันที่สี่แล้วตั้งแต่มาถึงเมืองอันเฉิง บ่าวไพร่ในจวนเริ่มคุ้นเคยกับนางมากขึ้น รู้ความชอบลิ้มรสของนางดีขึ้นทุกที สำรับที่ยกมาวางล้วนเป็นของโปรดทั้งสิ้นบนโต๊ะมีอาหารห้าชนิดครบครัน นางยกตะเกียบหยกขึ้นคีบทันที ต้วนหลิงออกไปราชการตั้งแต่เช้า กว่าจะกลับก็ตกยามโพล้เพล้ กลางวันจึงเป็นเวลาที่หลินถิงกินเพียงลำพัง มิจำต้องรอเขากลับมา เหมือนเมื่อครั้งอยู่ในเมืองหลวงหลายวันที่ผ่านมา นางมิได้ออกจากจวนบ่อยนัก หาใช่ว่าต้วนหลิงกีดกันไม่ให้ออกไป หากแต่เพราะร่างกายยังมิชินกับดินฟ้าอากาศ วันแรกที่มาถึงไม่รู้สึกอะไร แต่พอผ่านไปสองสามวันกลับเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย อยากนั่งหรือนอนมากกว่าเดินเท