นจากขุนนางที่เดินเคียงข้าง ทว่าเมื่อหางตาแลเห็นชายกระโปรงสีชาด เขาก็ชะงักเท้าโดยไม่รู้ตัวต้วนหลิงเงยหน้า -สายฝนพรำบางเบาไหลรินไปตามพื้นศิลาอ่อน สาวน้อยในชุดกระโปรงแดงถือร่มกระดาษน้ำมันสีฟ้าอ่อน ยืนอยู่กลางม่านฝน สายลมชื้นปนหยาดฝนพลิ้วผ่านพวงแก้มเรียว เส้นไหมสีแดงที่ประดับบนบ่ากระทบไหวแผ่ว ท้องฟ้าที่หม่นมัวเพราะฝน ยิ่งขับให้เงาร่างสีชาดดูเด่นดั่งแสงสุริยันสาดส่องกลางรัตติกาลปลายนิ้วของเขาขยับเล็กน้อย ก่อนจะก้าวลงบันไดหินทีละขั้นตรงเข้าหานาง ไม่แม้แต่จะรับร่มที่ขุนนางยื่นให้ราวกับมองไม่เห็นสิ่งอื่นใดในยามนี้“เหตุใดเจ้ามาถึงศาลาว่าการ?”หลินถิงก้าวเข้าใกล้เขา มือยกด้ามร่มให้สูงขึ้นเพื่อบังศีรษะของเขาที่สูงกว่านางมาก “ข้ามารับท่านกลับจวน”“มารับข้ากลับ?”นางเพียงครางรับเบาๆ “อืม… บ่ายวันนี้ข้าว่างนัก เลยไปหอหนังสือซื้อหนังสืออ่านเล่นอีกหลายเล่ม พอจะกลับจวนก็นึกได้ว่าตอนนี้คงใกล้เวลาท่านเลิกงาน จึงแวะมานี่ ท่านเลิกงานแล้วใช่หรือไม่?”“เลิกว่าราชการแล้ว”ต้วนหลิงรับร่มจากมือหลินถิง แหวกม่านให้นางก้าวขึ้นรถม้า รถม้าแล่นผ่านหน้าโรงเตี๊ยมพอดี ฝนก็หยุดตก หลินถิงชะโงกศีรษะออกไป สูดกลิ่นอากาศสดชื่นหลังฝนพลางเอ่ยว่า “คืนนี้เราทานข้าวกันที่โรงเตี๊ยมเถิด ข้าไม่อยากอุดอู้อยู่แต่ในจวนแล้ว”“ได้”หลินถิงจึงยกชายกระโปรงลงจากรถม้า ต้วนหลิงหันไปสั่งองครักษ์และสารถีว่า “พวกเจ้าไปหาอะไรกินกันเถิด”“ขอรับ”หนึ่งชั