น่าจะขอบคุณที่ตนไม่ได้ลงมือถึงขั้นหาสตรีจริงๆ มานั่งเคียงที่หอชมบุปผา เขาจับมือนางไว้ ลูบฝ่ามือที่ขึ้นสีแดงเพราะใช้แรงขว้างปาของใส่คนช้าๆ พลางเอ่ย“นับว่าปรานีแล้วจริง แต่เจ้ามิอยากรู้หรือ ว่าสตรีข้างกายเขางามเช่นไร?”“ไม่ว่านางงามปานใด ในใจข้า…ย่อมไม่อาจเทียบหลิงอวี่ได้”ต้วนหลิงเพียงยิ้มบาง มิเอ่ยเห็นพ้องหรือปฏิเสธ หลินถิงยกมือแตะปลายจมูก สูดกลิ่นหอมฉุนของเครื่องหอมในหอชมบุปผาที่ตนไม่ชินนัก พลางเอ่ยเสียงเรียบ“ไปเถอะ กลับกันเถิด”ต้วนหลิงปล่อยมือนาง “กลับเลยหรือ? เจ้ามิอยากเดินเล่นชมตลาดอีกหน่อยหรือ?” น้ำเสียงเขาเหมือนไม่ได้มีอันใดจากเรื่องของเซี่ยจื่อม่อมารบกวนใจ“ไม่ล่ะ เหนื่อยแล้ว”แม้นางจะชื่นชอบความครึกครื้น ทว่าเวลานี้กลับอยากหาสถานที่เงียบสงบเพื่อขบคิดเรื่องของเซี่ยจื่อม่อกับเซี่ยชิงเหอให้กระจ่าง อีกทั้งวันนี้นางได้ลงมือต่อเซี่ยจื่อม่อแทนต้วนซินหนิงแล้ว และยังถือว่าบรรลุภารกิจ ‘พบหน้าเซี่ยจื่อม่อทุกสิบวัน’ โดยปริยาย จึงไร้ความจำเป็นจะเดินเที่ยวต่อต้วนหลิงพยักหน้า “เจ้าว่าเหนื่อย เช่นนั้นก็กลับเถิด ไว้วันหน้าเดินเล่นอีกก็ไม่สาย”หลินถิงก้าวออกไปเพียงไม่กี่ก้าวก็หันกลับมามองบานประตูที่ตนถีบจนพัง มือเอื้อมแตะถุงเงินที่เอว “ท่านว่า…บานประตูในหอชมบุปผานี้ หากถูกข้าถีบจนเสียหาย ต้องชดใช้สักกี่ตำลึงหรือ?”ต้วนหลิงก้มลงเก็บถุงหอมที่หล่นอยู่กับพื้นของนาง ปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงออก แล้วแขวนก