ิตท่านไม่”เจ้าของหอชมบุปผาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ยื่นมือขึ้นชูห้านิ้ว แต่กลัวนางเห็นว่าเป็นจำนวนมากเกินไป จึงหดเหลือเพียงหนึ่งนิ้ว เอ่ยอย่างประจบ “หนึ่งตำลึงเงินก็พอ”หลินถิงวางเงินห้าตำลึงลงไป แล้วหมุนกายจากไปทันที เนื่องด้วยหอชมบุปผาอยู่ห่างจวนไม่น้อย ทั้งสองจึงโดยสารรถม้ากลับ ระหว่างทาง หลินถิงเอาแต่โค้งตัวไปที่หน้าต่าง แหวกม่านมองผู้คนบนถนน“ดูท่าว่าราษฎรในเมืองอันเฉิงจะเกรงขามขุนนางนัก”ต้วนหลิงตีสีหน้าเรียบ เอานิ้วเคาะแผ่นไม้ใต้ที่นั่งเบาๆ “ไม่มีราษฎรที่ไม่กลัวขุนนางดอก”หลินถิงค้ำคางพลางทอดสายตาออกไป “ข้ารู้ว่าทั่วหล้าล้วนเป็นเช่นนี้ แต่ที่นี่พวกเขากลัวเกินไปนัก ราวกับเห็นขุนนางเป็นพญามัจจุราชมีชีวิต”ในเมืองหลวง แม้ราษฎรจะเกรงใจขุนนาง แต่หากมิได้ทำความผิด ยามพบกันก็ยังค้าขายหรือดำเนินชีวิตตามปกติ หาได้ตัวสั่นงันงกเช่นนี้ไม่นางเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ว่าแต่ วันนี้ท่านมิได้มีราชการ พรุ่งนี้เล่า?”คิ้วงามของต้วนหลิงขมวดแผ่วจนแทบมองไม่เห็น ทว่าปรับเสียงให้ฟังนุ่มดุจสายลมฤดูวสันต์ “พรุ่งนี้ต้องไปพบขุนนางในเมืองอันเฉิง เจ้า…ยังอยากออกไปหรือ?”หลินถิงยักไหล่ “ไม่ดอก เดี๋ยวข้าแวะซื้อหนังสือนิยายจากหอหนังสือที่อยู่ข้างหน้า พรุ่งนี้จะหมกตัวอ่านอยู่ในเรือน ไม่ไปที่ใด”นางยังจำได้ว่าตรงหน้ามีหอหนังสืออยู่แห่งหนึ่ง ต้วนหลิงพยักหน้า “เมืองอันเฉิงระยะนี้มิสงบ ข้าจะให้ทหารคุ้มกันสองนายอยู่เฝ้าหน้าจวน”“ได้