บี่ยงเบนความเจ็บจากโรคที่กำเริบใช่หรือไม่?”ต้วนหลิงเอ่ย “ใช่…แต่ก็ไม่ใช่”“ในเมื่อท่านกำลังอาการกำเริบ ข้าจะปล่อยให้ท่านอยู่เพียงลำพังได้อย่างไร ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนท่าน”เขาเบือนสายตาไป “คืนนี้ไม่จำเป็น ครั้งนี้อาการหนักกว่าทุกครั้ง ข้าควบคุมตนเองได้ยาก เกรงว่าจะทำร้ายเจ้า”หลินถิงกล่าวด้วยความกังวล “ที่ผ่านมา ท่านก็ไม่เคยทำร้ายข้า เหตุใดคืนนี้จึงจะทำร้ายได้” ทว่าพูดได้เพียงครึ่งก็เริ่มรู้สึกมึนศีรษะ ร่างทรุดลง “ท่าน…ท่านใช้ยาสลบกับข้าอีกแล้ว…”หลินถิงหลับไปจนฟ้าสว่าง เมื่อลืมตาตื่น ต้วนหลิงยังอยู่ในห้อง แผ่นหลังกว้างหันมาทางนาง ที่ข้อมือถอดปลอกหนังวางไว้ข้างตัว กำลังใช้ยาขี้ผึ้งใสทาลงบนผิวตรงข้อมือ เพียงแต่ว่า หลินถิงมองเห็นเพียงแผ่นหลัง มิได้เห็นสิ่งที่เขากำลังทำ“ท่านกำลังทำสิ่งใดอยู่หรือ?”เห็นแก่ที่เมื่อคืนต้วนหลิงอาการกำเริบเจ็บปวด นางจึงไม่เอ่ยเอาความเรื่องที่เขาวางยา นางก็ไม่ซักถามถึงอาการเมื่อคืน-เพราะในเมื่อเขายังอยู่ดีในยามนี้ นั่นก็คือคำตอบแล้วต้วนหลิงชะงักเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยชายเสื้อที่ถลกขึ้นเหนือข้อมือ วางยาลง แล้วหยิบปลอกหนังมาสวมอย่างไม่รีบร้อน รอยแผลเป็นที่ชุ่มด้วยยาขี้ผึ้งเพิ่งเผยให้เห็นได้ไม่นาน ก็ถูกซ่อนหายไปอีกครั้ง “รอให้เจ้าตื่นแล้วค่อยไปกินข้าวด้วยกัน”หลินถิงเห็นว่าฟ้าเริ่มสาย จึงรีบลุกขึ้น “ท่านรอนานแล้วหรือ?”“ไม่นาน”นางใช้ฟันคาบสายแพรไว้สองสามเส้น เพื่อให้มือว่