โบกสะบัดชายผ้า ร่ายรำล้อสายลม เหยียบอยู่บนกระเบื้องแก้วราวกับนางฟ้าเหินเวหาพวกนางผูกเชือกบางเบาไว้ที่ข้อมือ เมื่อร่ายรำก็ชักลากผืนผ้าไหมหลากสีให้ลอยคว้างกลางอากาศ เรียงร้อยกลายเป็นภาพงามวิจิตร ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา มิจำเป็นต้องเสียแม้แต่อีแปะเดียว เพียงเงยหน้ามอง ก็ได้ชมภาพอันแสนงามเหล่านั้นเข้าไปแล้วอย่างไม่รู้ตัว และแน่นอนว่าหอหลิงหลง ก็ถูกจดจำในใจพวกเขาไว้ในบัดนั้นแม้แต่หลินถิงเองก็ถึงกับยืนชมอยู่หน้าร้านอยู่ครู่ใหญ่ จึงค่อยเดินตามต้วนหลิงเข้าไปข้างใน เมื่อก้าวสู่ภายในห้องอาหาร ก็พบกับภาพอันแปลกตา ทั้งน้ำตกจำลองและภูเขาหิน ตั้งอยู่ไม่ไกลจากทางเข้า เสียงน้ำไหลซัดเบาๆ ทำให้ใจสงบเงียบกลางห้องโถงปลูกต้นไม้ใหญ่สูงถึงสามชั้นเรือน ไม่รู้ว่าเจ้าของร้านใช้วิธีใด จึงสามารถย้ายต้นไม้นี้เข้ามาตั้งกลางร้านได้โดยไม่ตาย หลินถิงเดินวนรอบต้นไม้ใหญ่นั้นพลางครุ่นคิด“หอหลิงหลงนี้สมเป็นสถานที่แห่งใหม่อันงามตระการตา อีกไม่นานคงแซงหน้าหอหนานซาน กลายเป็นร้านอาหารอันดับหนึ่งในเมืองหลวงเป็นแน่แท้”ต้วนหลิงกล่าวเรียบๆ “เราขึ้นไปชั้นบนกันเถิด”ด้านล่างของหอหลิงหลงแน่นขนัดไปด้วยผู้คน ทางเดินยังพลอยคับแคบไปด้วย เขาจึงสั่งขอห้องพิเศษด้านบน ซึ่งสงบและเป็นส่วนตัวกว่า หลินถิงพยักหน้าแล้วเดินตรงไปยังบันได เสี่ยวเอ้อร์ที่นำทางพวกเขา เห็นทั้งสองแต่งกายงดงามท่าทางสูงศักดิ์ จึงต้อนรับอย่างกระตือรือร้น“เรียนท่านทั้งสอง