อย่างยิ่ง ทว่าก็รู้ดีว่าไม่ควรเอ่ยถามตรงๆ หากอีกฝ่ายไม่ปรารถนาเอ่ยถึง กระนั้นเมื่อฮองเฮาเปิดปากกล่าวเอง ก็มิอาจไม่คว้าโอกาสนั้นไว้ฮองเฮาโบกมือให้นางกำนัลและขันทีออกไปจากตำหนัก แล้วเอ่ย “ข้าจะบอกเพียงเจ้าเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้ว……ข้าคือเซียนบนสวรรค์ รู้ทุกสิ่งอย่าง เจ้าจะเชื่อหรือไม่?”แน่นอนว่าไม่เชื่อ แต่หลินถิงมิได้แสดงความลังเลแม้แต่น้อย กล่าวด้วยรอยยิ้มและถ้อยคำที่เฉียบแหลม “ฝ่าบาทและฮองเฮาล้วนมิใช่สามัญชน จะเรียกว่าเป็นเซียนก็หาใช่เรื่องผิด”“แต่เซียนก็มิอาจเผยความลับสวรรค์ได้บ่อยนัก ข้าถึงต้องป่วยหนักเช่นนี้…”หลินถิงเงยหน้ามองฮองเฮาผู้เอนกายอยู่บนแท่นงาม นางอายุสี่สิบกว่าแล้ว ซ้ำยังถูกโรคภัยรุกราน ร่างผอมซูบโครงกระดูกเห็นได้ชัด แม้จะสวมอาภรณ์เจิดจ้าของฮองเฮา ก็ไม่อาจแต่งแต้มเลือดฝาดให้ปรากฏ คล้ายเพียงโครงกระดูกในชุดงาม แต่ถึงจะซูบเซียวเพียงใด ฮองเฮากลับมีรัศมีบางอย่างที่หลินถิงรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดเมื่อนึกได้ว่ายังมิได้รับอนุญาตให้สบตา จึงรีบก้มหน้าลงอีกครั้ง “เหตุใดฮองเฮาจึงเลือกบอกหม่อมฉันเพียงผู้เดียวเพคะ?”ฮองเฮาเกิดอาการไออย่างรุนแรง เลือดเปรอะผ้าเช็ดปาก แต่นางก็ชินชาแล้ว พับเก็บไว้อย่างมิดชิดไม่ให้หลินถิงเห็น “เพราะข้ารู้สึกถูกชะตากับเจ้าจริงๆ จึงบอกแค่เจ้า”หลินถิงไม่เข้าใจ นางพบว่าเวลาผู้คนไม่มีเหตุผลดีพอจะอธิบายการกระทำของตน ก็มักใช้เหตุผลเช่นนี้มาบังหน้าเช่นเดียวกั