าของเมื่อเดินผ่านม่านแพรโปร่งอันบางเบา ก็ถึงเบื้องหน้าฮองเฮาผู้เอนกายนอนบนแท่นหยก ขันทีคำนับแล้วถอยออกไป หลินถิงมิได้ชายตามองไปรอบด้าน ทำเพียงน้อมกายคารวะ “หม่อมฉันหลินถิง ขอน้อมคารวะฮองเฮาเพคะ”“ลุกขึ้นเถิด” ฮองเฮาใช้ผ้าแพรปิดพระโอษฐ์ ไอแผ่วเบาหลายครา จนเมื่อหายใจเป็นปกติ จึงรับถ้วยชาจากนางกำนัลมาจิบ แล้วเงยพระเนตรมองนาง “ข้าได้ยินจากผู้บัญชาการต้วนว่า เจ้าเป็นผู้เสนอให้ใช้รากต้นครามเพื่อระงับโรคร้าย เป็นความจริงหรือไม่?”หลินถิงยืนตรง ตอบอย่างสงบ “ทูลฮองเฮา เพคะ เป็นหม่อมฉันเองที่เสนอความเห็นนี้”ฮองเฮาไออีกหลายครั้ง ฝืนพระวรกายลุกขึ้นนั่ง แล้วตรัสถามด้วยสุ้มเสียงอ่อนแรง “เหตุใดเจ้าจึงนึกถึงรากต้นครามว่าอาจช่วยยับยั้งโรคได้?”นางใช้คำพูดเดียวกับที่ตอบต้วนหลิงมาแล้ว “หม่อมฉันบังเอิญพบคำอธิบายโรคลักษณะใกล้เคียงในตำราหนึ่ง ที่กล่าวถึงการใช้รากต้นครามเพื่อระงับอาการ จึงนำความนี้แจ้งต่อรองผู้บัญชาการต้วนเพคะ”ฮองเฮาทรงขมวดพระขนง เอ่ยถามด้วยคำถามเดียวกับต้วนหลิง “ตำราเล่มใด?”“หม่อมฉันจำมิได้เพคะ” ไม่ว่าผู้ใดถาม นางก็ตอบเพียงเท่านี้ “ฮองเฮาทรงสนพระทัยตำรานั้นหรือเพคะ? ทว่า…มิใช่ว่าพระองค์ทรงพบโอสถรักษาโรคระบาดได้แล้วหรือเพคะ?”หลินถิงสงสัยอยู่ในใจ-ฮองเฮาทรงพบยารักษาเหตุใดจึงยังสนใจสิ่งที่เพียงช่วยระงับอาการ?ฮองเฮาจ้องมองหลินถิงซึ่งก้มศีรษะอยู่เงียบๆ พลางจิบชาอีกสองสามอึก เพื่อชโลมพระศอที่แห้ง