กรังจากโรคประจำพระองค์ แล้วเอ่ยเนิบช้า “ก็จริง……ข้าหาโอสถรักษาโรคร้ายได้แล้ว ทว่าข้านึกว่าเจ้า…”หลินถิงรอฟังวาจาต่อ“…ข้านึกว่าเจ้าเป็นหมอที่มีวิชาซ่อนไว้ ไม่แสดงออกต่างหาก”สุ้มเสียงของฮองเฮาเจือด้วยความเสียดาย ในแคว้นใหญ่แห่งนี้มิได้มีแต่หมอบุรุษ แม้สตรีก็เป็นหมอได้ แม้จะหายากกว่าก็ตาม คนมากมายยังเห็นว่า “สตรีไม่เหมาะสมกับการศึกษาหมอศาสตร์” จึงห้ามบุตรสาวร่ำเรียน มุ่งให้รอวันแต่งออกเพียงเท่านั้น แต่ก็ยังมีสตรีบางคนที่แอบศึกษาวิชาโดยมิแจ้งแก่ครอบครัว หากฮองเฮาทรงเข้าใจผิด คิดว่านางเป็นหนึ่งในสตรีเช่นนั้น ก็ย่อมเป็นไปได้แต่……ถึงจะเป็นหมอที่ซ่อนวิชาไว้ก็แล้วไฉน? ฮองเฮาต้องการให้นางรักษาพระองค์หรือ? หลินถิงรู้ดีว่าผู้คนในวังล้วนมิธรรมดา จึงตอบอย่างระวัง“หม่อมฉันมิใช่หมอผู้มีวิชาใด เพียงเป็นหญิงธรรมดาที่ชอบอ่านตำราต่างๆ เท่านั้นเพคะ”ฮองเฮาก็มิได้กล่าวโต้แย้ง กลับประทานที่นั่งให้นางแทน “เจ้าเพิ่งออกจากถนนเป่ยฉางมาใช่หรือไม่?”หลินถิงนั่งหลังตรงอย่างสง่างาม ทว่าไม่เงยหน้าขึ้นเลยแม้แต่น้อย “ใช่เพคะ หม่อมฉันเพิ่งผ่านไปแถบถนนเป่ยฉางเมื่อไม่กี่วันก่อน พอดีเจอกับกองกำลังห้ามเข้าออกขององครักษ์เสื้อแพรพอดี”ในยุคปัจจุบัน การสบตาขณะพูดถือเป็นมารยาทพื้นฐานอย่างหนึ่ง ทว่าในยุคโบราณนั้นมิอาจนำมาใช้โดยไม่ใคร่ครวญ ต้องพิจารณาตามสถานการณ์ อย่างในเวลานี้ ซึ่งคล้ายกับตอนที่ต้องเข้าเฝ้าราชนิกุลอย่างชายาองค์