ในตู้เสื้อผ้าเล็กแคบและอับทึบนั้น จินอันไจ้ต้องทั้งระวังไม่ให้แขนขาไปชนกระทบอะไรเข้า อีกทั้งยังต้องกลั้นลมหายใจเอาไว้ จะบอกว่าไม่อึดอัดเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ ทว่าผ่านการพเนจรในยุทธภพมาหลายปี ความสามารถในการอดทนของเขาย่อมมิใช่ธรรมดา ยังสามารถทนต่อไปได้อีกสักระยะแต่แล้ว ในขณะที่เขากำลังตั้งใจหลบซ่อนอยู่นั้น ก็ได้ยินคำถามของต้วนหลิงที่เอ่ยถามหลินถิงขึ้นมา ทันใดนั้นความรู้สึกไม่สู้ดีนักก็ผุดขึ้นในใจ และเพียงชั่วอึดใจ เทพสวรรค์ก็ประทานบทพิสูจน์ให้เขาเห็น บานตู้เสื้อผ้าถูกเปิดออกจากภายนอกโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าแสงจากเปลวเทียนในห้องสาดเข้ามาเต็มแรง แยงตาจนเขาต้องหลับตาลงโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะยกมือที่ไม่ได้ถือดาบขึ้นมาป้องหน้าไว้ครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆ มองผ่านช่องว่างระหว่างนิ้วไปยังบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าตู้ มิใช่หลินถิง หากแต่เป็นต้วนหลิง ส่วนหลินถิงนั้นยืนอยู่ข้างเก้าอี้หล่อฮั่นที่ห่างออกไปเล็กน้อย มือข้างหนึ่งถือผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งจินอันไจ้นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ วางมือลงแล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับต้วนหลิง ใบหน้าของต้วนหลิงในยามนี้ชุ่มไปด้วยหยาดน้ำดั่งผ่านการชำระล้างมา หยดน้ำยังคงเกาะอยู่บนเส้นผมและปกคอเสื้อ ทว่าไม่ได้ดูเปียกปอนหรือรกรุงรังแม้แต่น้อยกลับกัน……จินอันไจ้ในสภาพนี้ ต้องขดตัวอยู่ในตู้แคบๆ สวมหน้ากากอัปลักษณ์ มือถือดาบเหล็ก ร่างกายบิดเบี้ยวอย่างช่วยไม่ได้ ดูอย่างไรก็ประหลาดจนยากจะอธิบ