ัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ขององครักษ์เสื้อแพรและทำร้ายเจ้าหน้าที่นั้น เป็นโทษสถานใด?”เสียงเขาเด็ดขาดไม่แพ้ดาบในมือ ชาวบ้านหลายคนพากันถอยหลังด้วยความกลัว ทว่าชายผู้นั้นยังไม่ลดละ ยังคงตะโกนปลุกระดม “โทษอย่างไรเล่า? พวกเรากำลังจะตายอยู่แล้ว จะกลัวโทษอันใดอีก! ถ้าทุกคนพร้อมใจกันออกไปพวกมันจะฆ่าเราทุกคนงั้นหรือ?!”เสียงเขาแทบกลบเสียงของเหล่าชาวบ้านที่กำลังโห่ร้อง พากันขว้างปาข้าวของเข้าใส่องครักษ์เสื้อแพรอย่างไม่ยั้งมือ “พุ่งออกไป!!”***ในยามที่ถนนเป่ยฉางเริ่มโกลาหลถึงขีดสุด ทว่าทางด้านตงฉ่างกลับยังคงเงียบงันและเยือกเย็นดุจน้ำแข็งท่ามกลางเรือนเงาของฤดูร้อน ท่านหัวหน้าผู้ตรวจการณ์ “ต้าเสวี่ยหนี” เอนกายอยู่บนเก้าอี้โยกอย่างเกียจคร้าน มือหนึ่งหยิบองุ่นทีละผลเข้าปากอย่างเพลิดเพลิน ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงค่อยๆ นั่งตัวตรง ใช้ผ้าเช็ดมือนุ่มๆ ค่อยๆ เช็ดรอยเปื้อนจากน้ำองุ่นอย่างประณีต แล้วเอ่ยถามเงาดำที่ยืนรออยู่ข้างกาย“ท้องถนนฝั่งตะวันออกและถนนเป่ยฉางเป็นอย่างไรบ้าง?”องครักษ์ลับคำนับแล้วตอบอย่างนอบน้อม “เรียนท่านหัวหน้าผู้ตรวจการณ์ ทั้งสองเส้นทางถูกควบคุมโดยกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรเรียบร้อยแล้ว โรคร้ายยังไม่อาจแพร่กระจายออกไปทั่วเมืองหลวงได้”ต้าเสวี่ยหนีแค่นเสียงเบาๆ พลางเหวี่ยงผ้าเช็ดมือลงพื้น “หึ กององครักษ์เสื้อแพรนี่ก็พอมีฝีมืออยู่บ้างเหมือนกัน”ขันทีน้อยที่คุ้นชินกับนิสัยของเขารีบเก็บผ้าโดยไม่ปริ