ิใส่ใจ”หลินถิงได้แต่มองเขาเดินเข้ามาด้วยสายตาตะลึงงัน เขาปิดประตูลง ปิดกั้นความมืดภายนอกไว้ จากนั้นจึงดับโคมในมือลงอย่างนุ่มนวล วางลงกับพื้น แล้วเดินมาหานางที่ยืนอยู่ใต้แสงเทียน ทั้งสองอยู่ใกล้กันยิ่งหลินถิงต้องเงยหน้าจึงจะมองเขาได้ชัด ต้วนหลิงสูงกว่านางหนึ่งศีรษะ เวลามองตรงจะเห็นเพียงอกเขา หากมองขึ้นอีกหน่อยก็เห็นลำคอขาวกับลูกกระเดือกที่เคลื่อนไหว หากอยากเห็นใบหน้าเขาชัดเจน ต้องถอยห่างหรือแหงนหน้ามอง นางยังถือแท่งจุดไฟไว้ไม่ได้เป่าดับ“ท่านจะอยู่กับข้าทั้งคืนจริงหรือ?”ต้วนหลิงรับแท่งจุดไฟจากมือนาง กดปลายลงกับเชิงเทียนจนไฟดับ“ตอนข้ากำเริบ เจ้าก็อยู่กับข้าทั้งคืนมิใช่หรือ? ครานี้ข้าอยู่กับเจ้า ก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อ อีกทั้ง……เราก็มีสัญญาหมั้นหมายกันอยู่ ไม่ช้าก็จะแต่งงานแล้ว”หลินถิงลังเล “แต่มันไม่เหมือนกัน ท่านป่วยแต่ไม่ติด ข้าหากติดโรค ท่านก็ติดไปด้วยนะ!”“ข้าจะไม่ติด”นางนั่งลงบนเก้าอี้ริมหน้าต่าง “ท่านจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าจะไม่ติด? เพียงเพราะข้าบอกว่ายังไม่เคยสัมผัสผู้ป่วยเช่นนั้นหรือ?”ต้วนหลิงเดินไปยังหน้าต่าง ลูบเบาๆ ตามขอบกระจก มองดูถนนยาวและฟากฟ้ายามราตรีดั่งที่หลินถิงเพิ่งมองไป“อย่างไรเสีย ข้าก็จะไม่ติด”หลินถิงตาเป็นประกาย “หรือว่าองครักษ์เสื้อแพรพบทางรักษาโรคระบาดนี้แล้ว?”ต้วนหลิงหันกลับมาสบตานาง “ยังไม่พบ”หลินถิงคอตก รู้สึกผิดหวังดั่งลูกโป่งถูกปล่อยลม ก็แน่ล่ะ ราชสำนักไม่น่าจ