ึดอัดหรือ?”นางประคองคางสองมือ เส้นไหมจากชายเสื้อพาดระหว่างข้อศอก“จะให้พูดว่าไม่กลัวคงโกหก ทว่าจนถึงตอนนี้ ต่อให้น้ำตานองหน้าก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้ คิดเสียว่าท่านแม่สั่งข้าห้ามออกจากจวนสามวัน รอครบเวลาก็ได้ออกไปแล้ว”เขาเอ่ยเรียบๆ “เจ้ากลับคิดได้ดีนัก ข้าฟังจากน้ำเสียงเจ้า ราวกับเจ้ามั่นใจเต็มที่ว่าราชสำนักจะสามารถคิดค้นยารักษาโรคระบาดนี้ได้?”นางยิ้มตอบเสียงนุ่ม “ช่วงเวลาอย่างนี้ หากไม่เชื่อในราชสำนักแล้ว จะให้ไปเชื่อใครกันเล่า?”“แล้วหากราชสำนักหามิพบเล่า?”หากหามิพบ? แล้วในต้นฉบับเรื่องราวนี้คลี่คลายได้อย่างไร? อาจเพียงแค่เวลายังมาไม่ถึงเท่านั้นหลินถิงขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว “ท่านอย่าได้เอ่ยวาจาโชคร้ายเช่นนั้น ข้าเชื่อว่าสรรพสิ่งย่อมมีทางออก โรคระบาดครานี้ก็เช่นกัน”ต้วนหลิงมิได้ตอบ นางเทน้ำดื่ม แล้วถามขึ้นลอยๆ “แล้วคนที่ติดโรคแล้วจริงๆ……ตอนนี้อยู่ที่ใดหรือ?”เพราะผู้ติดโรคย่อมไม่ถูกขังอยู่ร่วมกับผู้ที่เพียงต้องสังเกตอาการ หากอยู่ร่วมกันย่อมเป็นอันตรายยิ่ง“ถูกนำตัวไปรวมกันหมดแล้ว”เพื่อความสะดวกในการรักษา และป้องกันไม่ให้พวกเขาหลบหนีไปแพร่โรคให้ผู้อื่น หลินถิงพยักหน้าเข้าใจ แล้ววางถ้วยน้ำลง “ท่านพอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าตอนนี้มีจำนวนผู้ติดโรคมากเพียงใด?”นางเบื่อหน่ายมาทั้งวัน เพิ่งได้เจอใครสักคนพูดคุยด้วย แน่นอนว่าย่อมต้องพูดให้มากหน่อยต้วนหลิงเทน้ำใส่ถ้วยอีกใบ “ตามที่ตรวจพบตอนนี้ มีผู้