าร รู้ตัวว่าต้วนหลิงมองไม่เห็น จึงกล่าวตอบ “ก็มีบ้าง แต่ไม่มาก พอคลุมผ้าห่มก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว”ต้วนหลิงจ้องมองนางผ่านความมืดสลัว เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นว่า “เจ้ามิอยากพบข้าเลยหรือ?”คำพูดยังไม่ทันจบดี หลินถิงก็พลันเปิดผ้าห่มออก ใบหน้าเปียกชุ่มเหงื่อปรากฏในความมืด นางยกมือเช็ดเหงื่อแล้วรีบปฏิเสธว่า “มิใช่เช่นนั้น”เขาแย้มมุมปากคล้ายหัวเราะ “ก็จริง เจ้ามิใช่กำลังมีใจให้ข้าหรือ จะไม่อยากพบข้าได้อย่างไรเล่า”หลินถิงใบหน้าร้อนผ่าว อยากมุดกลับเข้าใต้ผ้าห่มอีกครา เดิมเขาก็ชอบยกถ้อยคำที่นางเคยว่าเขาว่า “มิคู่ควรแม้แต่จะเลียปลายเท้า” มาเย้าแหย่ ครั้งนี้ก็เช่นกัน เอาถ้อยคำว่า “นางชอบเขา” มากล่าวอีก ครั้นจะโต้กลับก็ไร้ข้อโต้แย้งเสียจริงนางสูดลมหายใจลึก แล้วเปลี่ยนเรื่องสนทนา “พรุ่งนี้ท่านจะกลับไปว่าราชการที่กรมปราบปรามฝ่ายเหนือ หรือนำเหล่าองครักษ์เสื้อแพรตระเวนตรวจตราตามท้องถนนหรือ?”ต้วนหลิงกล่าว “พรุ่งนี้เช้าจะกลับไปว่าราชการก่อน แล้วจึงนำองครักษ์เสื้อแพรออกตรวจ”“แล้วจะไปตรวจตราถนนสายใด?”เขาตอบว่า “วันนี้ข้าออกตรวจการ ณ ถนนเป่ยฉาง พรุ่งนี้จักไปตรวจตราทางด้านตะวันออก”หลินถิงเบือนสายตาออก สีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด นางพลิกกายพยายามข่มตาให้หลับ เร็วเท่าไรก็ยิ่งดี ก่อนที่ต้วนหลิงจะมาหาในคืนนี้ นางถึงขั้นคิดอยากจะใช้ยาสลบหลับยาวไปจนพ้นช่วงกักตัวแต่พอคิดดูดีๆ ก็เห็นว่าเป็นความคิดที่ใช้ไม่ได้ ท