ซมกาย ทั้งที่อากาศก็มิได้ร้อน แท้จริงแล้ว นางคงตื่นเต้นกับเรื่องนี้นั่นเอง ต้วนซินหนิงคิดได้ดังนั้นก็รู้สึกเห็นใจนาง นางต้องแบกรับเรื่องนี้ไว้คนเดียวมากเพียงใดขณะนั้นเอง หลินถิงที่ดูเหมือนวิญญาณหลุดลอยไปตั้งแต่ต้นงาน ก็ฟื้นคืนสติขึ้นมา เมื่อเห็นต้วนซินหนิงมองมาจึงหาข้ออ้างเดินเลี่ยงจากเฝิงฮูหยินมาหานางยังไม่ทันที่หลินถิงจะคิดหาคำมาอธิบายได้ ต้วนซินหนิงก็ยื่นมือมากอดนางไว้แล้วกล่าวว่า “ข้ารู้เจ้าคิดสิ่งใด ข้าไม่ติดใจ เจ้ามีใจให้ผู้ใดก็ได้ ความสัมพันธ์ของเราจะไม่เปลี่ยนแปลงเพราะเรื่องนี้ดอก เจ้ามิต้องกังวล”หลินถิงตัวแข็งทื่อ นี่เรียกว่าปฏิเสธไม่ทันจริงๆ ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ-นางยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้วนหลิงถึงตอบตกลง นางจึงไม่อาจรีบเคลื่อนไหวได้ เกรงจะทำให้เรื่องวุ่นวายยิ่งกว่าเดิมเซี่ยจื่อม่อมองสองสหายที่สวมกอดกันอยู่นั้น ก็กล่าวขึ้นอย่างเหมาะสม “ขอแสดงความยินดีด้วย คุณหนูเจ็ด”หลินถิง: “……ขอบคุณท่านมาก”นางคิดจะไปถามต้วนหลิงให้รู้เรื่อง แต่เคราะห์ร้ายที่ขุนนางจากวังหลวงมาถึงพอดี ฮ่องเต้เจียเต๋อทรงมีราชโองการเรียกต้วนหลิงเข้าเฝ้า เขาจึงต้องออกไปรับราชโองการทันทีไม่นานหลังต้วนหลิงออกจากงาน งานฉลองวันเกิดก็สิ้นสุดลงอย่างเรียบง่าย แขกเหรื่อทยอยกลับทุกคน เฝิงฮูหยินเป็นผู้ส่งหลินถิงออกนอกประตูด้วยตนเองหลินถิงเองก็ไม่แน่ใจว่านางกลับจวนหลินมาได้อย่างไร ดวงใจปั่นป่วนยุ่งเหยิงยิ่งนัก ข่