งเอนหลังพิงผนังรถข้างหนึ่ง สองขาพาดอยู่บนแท่นเหยียบอย่างไร้ระเบียบ มิได้มีท่าทีของคุณหนูผู้สูงศักดิ์สักนิด หากให้หลี่จิงชิวเห็น คงพูดว่านางเป็นสาวบ้านป่าไปแล้วเถาจูชินกับสภาพนี้ดีอยู่แล้ว จึงนั่งลงข้างนาง มือหนึ่งนวดขมับให้นาง อีกมือคลึงไหล่เบาๆ “เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าเจ้าคะ?”หลินถิงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาผืนหนึ่ง วางปิดหน้าตนเองรวมถึงปากราวกับจะบังแสงแดดที่ลอดผ่านม่านหน้าต่าง “ข้าเจอเรื่องที่……เหลือเชื่อมากๆ เรื่องหนึ่ง”“เรื่องใดกันเจ้าคะ?” เถาจูถามด้วยความเป็นห่วง พลางมองคุณหนูเจ็ดที่มีผ้าเช็ดหน้าคลุมหน้าอยู่หลินถิงจะเล่าเรื่องที่เกิดในศาลาให้เถาจูฟังได้อย่างไร นางมิได้ตอบตรงๆ แต่กลับถามว่า “เจ้าเคยเมาหรือไม่?”เถาจูนึกย้อนความ “เมาหรือเจ้าคะ?”หลินถิงยันตัวขึ้น ผ้าบนหน้าหล่นลง นางถามด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด “ตอนที่เมาแล้ว เจ้าจำได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?”หลินถิงรู้ตัวดีว่าตนคออ่อน หากดื่มกับผู้ใดก็มักจะรู้จักหยุด ไม่เคยปล่อยให้ตนเมา ด้วยเกรงว่าหากเผลอพูดเรื่องระบบ ภารกิจ หรือการทะลุมิติก็จะเสียหายใหญ่หลวง ฉะนั้นจึงต้องถามผู้อื่นเถาจูเคยเห็นริมฝีปากของคุณหนูแดงกว่านี้มากนัก จึงมิได้ใส่ใจว่าสีแดงวันนี้จะผิดปกติ “เมื่อสองปีก่อน ตอนอยู่เวรกลางคืน บ่าวเคยเมาครั้งหนึ่งเจ้าค่ะ”“แล้วอย่างไร?”เถาจูพูดอย่างเขินอาย “บ่าวจำอะไรไม่ได้เลย แต่บ่าวในเรือนเล่าว่าบ่าวคาระวะนางแล้วเรียกว่า ‘ท่านแม่’ พวกเขาหัวเร