เลือนจับต้นชนปลายไม่ถูกในยามค่ำคืนอันเงียบงันเช่นนี้ ความพร่าเลือนยิ่งรุนแรง นางรู้สึกราวกับตนยังคงอยู่ที่หอหมิงเยว่ ต้วนหลิงกอดนางแน่น ซุกใบหน้าเข้าคอ เอามือโอบรอบเอวแน่นหนาไม่ปล่อยไม่ได้! หยุดคิดได้แล้ว ช่างประหลาดยิ่งนัก! นางยกมือขึ้นตบศีรษะตนเองเบาๆในชีวิตประจำวัน นางเคยชินกับภาพลักษณ์ของต้วนหลิงที่สำรวมเรียบร้อย ผมเกล้าอย่างเรียบงาม สวมชุดราชการเรียบตึง แต่ภาพเขายามผมยุ่ง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ร่างกายเปลือยเปล่าชุ่มเหงื่อในอารมณ์ราคะ กลับเร่าร้อนราวเปลวเพลิง แทบจะกลืนกินสติของผู้คนได้ต้วนหลิงในห้วงเวลานั้นไม่ต่างจากสระน้ำใสที่สะท้อนแสงแดดระยิบระยับ ชวนมองในยามแรกพบ แต่หากเผลอเข้าใกล้เมื่อใด น้ำใสกลับกลายเป็นกระแสน้ำเชี่ยวที่พร้อมจะดึงร่างผู้คนจมลึกลงไป จนหมดสิ้นแม้แต่ลมหายใจและซากศพใช่แล้ว สิ่งที่มีพิษมักจะงดงามเสมอ ใช้ความงามล่อลวงให้มนุษย์หลงใหล หลินถิงสะบัดผ้าห่มออก ลุกขึ้นจากเตียง เดินไปยังโต๊ะหนังสือ หยิบหนังสือนิยายขึ้นมาเปิดอ่าน เพราะอย่างไรนางก็หลับไม่ลง หันเหความสนใจเสียหน่อยก็คงดีอ่านไปถึงยามดึก ง่วงจนหนังตาแทบปิดลงแล้ว นางจึงคิดจะวางหนังสือลงแล้วกลับไปนอน แต่พลันหางตาเหลือบเห็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่งบนโต๊ะเครื่องแป้ง-ปิ่นทองที่นางถอดวางทิ้งไว้ก่อนหน้าหลินถิงเดินไป หยิบปิ่นทองขึ้นมา ความเย็นจากโลหะสัมผัสปลายนิ้ว สายระย้าของปิ่นห้อยระริกลงบนฝ่ามือนางเขย่าปิ่นเบาๆ ฟังเสียงสา