อะไรกัน?”ต้วนซินหนิงหลบตา ใบหูแดงจัด “เจ้าอย่าถามเลย คุณชายเซี่ยบอกว่าไม่นานจะมาสู่ขอข้าจากครอบครัว”หลินถิงพอเดาออกว่าทั้งสองทำอะไรลงไป ก็เงียบไปนาน ต้องดื่มชาหลายจอกจึงเอ่ยว่า “เมื่อไหร่กัน?”“ก็เมื่อไม่กี่วันก่อน”ต้วนซินหนิงไม่กล้าบอกละเอียดนัก เพราะนางขี้อายยิ่งนัก หลินถิงยังไม่ทันซักไซร้อะไรเพิ่ม เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เรียกให้ทั้งสองออกไปร่วมโต๊ะงานเลี้ยงงานเลี้ยงวันเกิดในคืนนี้ แขกเหรื่อแน่นขนัดครึกครื้นกว่าทุกวัน ทุกคนแต่งกายหรูหรา เอ่ยคำอวยพรต่อหน้าเฝิงฮูหยินด้วยรอยยิ้มเปี่ยมไมตรี แลดูชัดเจนว่าสกุลต้วนยังคงเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงแห่งเมืองหลวงยามนี้ ภายในจวนต้วนประดับโคมไฟระยิบระยับ ดนตรีบรรเลงกึกก้อง สายตาทุกคู่ดูเหมือนเต็มไปด้วยความยินดี ทว่าท่ามกลางรอยยิ้มเหล่านั้น กลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกฝืนกลืนไม่ลง ไม่รู้เหตุใด หลินถิงถึงรู้สึกได้ว่า……หลายคนในที่นี้แสร้งยิ้มมากกว่ายิ้มด้วยใจจริงสกุลต้วนนั้นมีรากฐานมั่นคงดุจไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขา หากกล่าวว่าไม่เป็นที่หวาดระแวงของผู้คนก็เป็นไปไม่ได้ไหนจะมีบุตรชายที่เป็นถึงขุนนางสังกัดกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรอีกคนหนึ่งด้วยหลินถิงเหลือบมองบรรยากาศโดยรอบอยู่ครู่หนึ่งก็เบือนหน้าหนี เดินเลียบระเบียงยาวไปยังโต๊ะที่จัดไว้สำหรับสตรี แต่ยังไม่ทันได้ทรุดตัวนั่ง ก็ถูกเฝิงฮูหยินเรียกตัวไปเสียก่อน นางอยากให้หลินถิงร่วมโต๊ะกับนางวันนี้เป็นวันคล้ายว