ยามอัสดงทอแสงทาบฟ้า แดงส้มระเรื่อราวเลือดฝาด ลวดลายเงาแสงเลื่อมพรายทอดยาวถึงหน้าประตูหอหนังสือ ตกกระทบเข้าที่ร่างของต้วนหลิงพอดี เขาหันหลังให้แสง จึงทำให้ดวงหน้านั้นอยู่ในเงามืด ไม่อาจเห็นชัดนักแม้เขาจะแต่งกายเรียบร้อยดี แต่ชายเสื้อกลับยังมีรอยยับอันชวนให้คิดไปไกลอยู่หลายส่วน มือของหลินถิงที่กำลังจะผลักประตูหยุดชะงักชั่วครู่ โดยสัญชาตญาณนางแทบจะหันกลับไปดูข้างในหอหนังสือทันที หากไม่ฝืนใจกลืนความสงสัยไว้และแสร้งทำเป็นสงบ พร้อมเอ่ยอย่างราบเรียบว่า“ท่านต้วน มาทำอะไรที่นี่หรือเจ้าคะ?”หากมองจากประตูเข้าไปในหอหนังสือ จะเห็นเพียงชั้นวางหนังสือเรียงราย บดบังประตูเล็กที่เชื่อมต่อไปยังลานหลังเรือน และแม้ที่นั่นจะมีม่านผ้าห้อยอยู่ ก็ไม่อาจมองเห็นหลังเรือนได้โดยตรงต้วนหลิงไม่แม้แต่จะเหลือบมองเข้าไปในห้อง เพียงยื่นปิ่นทองประดับมุกในมือออกมา “ข้าตามเจ้ามาน่ะ”“ตามข้ามาหรือเจ้าคะ?”หัวใจของหลินถิงเต้นแรงขึ้นทันที ไม่ใช่เพราะใจเต้นด้วยความเขิน หากเป็นเพราะวิตกกังวลว่าคนข้างในจะถูกพบเข้า“ท่านตามข้ามา? เช่นนั้นก็มาถึงนานแล้วสิ เหตุใดไม่เคาะประตู หรือเข้าไปเลยล่ะ?”“เจ้าทำปิ่นหล่นไว้ที่หอหมิงเยว่ ข้าจึงนำมาคืนให้ ตอนที่เจ้าก้าวเข้าไปในหอหนังสือ เจ้ายังแขวนป้ายไว้หน้าประตูว่า ‘ร้านค้าหยุดพัก โปรดอย่ารบกวน’ แถมยังลงกลอนประตู ข้าก็เลยยืนรออยู่ด้านนอก”หลินถิงถึงกับร้องในใจ โชคดีที่ลงกลอนประตูไว้! หากถูกเหล่