จินอันไจ้ทำเรื่องต่างๆและคอยโน้มน้าวเขาตลอด แต่จินอันไจ้ไม่สนใจเรื่องพวกนั้น อยากแค่มีชีวิตสงบสุขห่างจากการเมือง เดี๋ยวนะ…แบบนี้เขาจะทิ้งหอหนังสือไปหรือเปล่า? ประเด็นนี้ต่างหากที่หลินถิงอยากรู้ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดหลินถิงจริงใจกับจินอันไจ้เสมอมา มิได้หวังสิ่งใดตอบแทน เพียงอยากเห็นเขาอยู่อย่างปลอดภัย อยากให้หอหนังสือแห่งนี้เปิดอยู่ยาวนานไปจนถึงวันข้างหน้า“แอบฟังพอแล้ว ก้าวออกมาเถิด”จินอันไจ้หาได้ไม่รู้ว่าหลินถิงแอบอยู่ เพียงเพราะชายผู้นั้นยังไม่จากไป จึงยังมิได้กล่าวเรียกนางเท่านั้นหลินถิงจึงลุกขึ้น เดินออกมาพลางเอ่ยว่า “เจ้ารู้ตั้งแต่เมื่อใดว่าข้าอยู่ตรงนั้น?”จินอันไจ้เหลือบมองใบไม้ที่ติดอยู่ในเส้นผมนาง แต่หาได้เตือน เพียงเอนกายพิงศิลาแล้วย้อนถามกลับ “เจ้าฟังทั้งหมดแล้วหรือไม่?”“เจ้าคิดจะฆ่าปิดปากข้าหรือ? ข้านับเจ้าเป็นสหาย เจ้าอยากฆ่าข้าปิดปากหรือ?”หลินถิงพูดพลางทำหน้าไม่ยี่หระ แสดงว่ามั่นใจว่าเขาจะไม่ทำจริง ไม่เช่นนั้นนางคงหนีไปตั้งแต่ได้ยินหมดแล้วจินอันไจ้กล่าวเสียงเรียบ “ข้าว่าเจ้าน่าจะไปให้หมอตรวจสมองดูบ้าง”หลินถิงไม่ใส่ใจ พลันดึงเชือกเส้นหนึ่งที่พาดอยู่ในสวนหลัง “ติ๊ง!”ทันใดนั้น แสงสีเหลืองอบอุ่นจากโคมเล็กๆ ก็สว่างทั่วลานหลังหอหนังสือ ขับไล่ความมืดที่เคลื่อนคลุมหลังอาทิตย์ลับฟ้าแสงสว่างเผยให้เห็นจินอันไจ้ที่ยืนอยู่ใต้เงามืด เขาหยีตาเล็กน้อยโดยสัญชาตญาณแล้วค่อยๆ วางมือลง ดวงตาจ้