ให้โอกาสนางอีกสักครั้ง”ต้วนหลิงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบอ่อนโยน “ในเมื่อคุณหนูว่าเช่นนั้น ข้าก็จะให้โอกาสนางอีกครั้งหนึ่ง”“คุณหนูเจ็ดเจ้าคะ” เถาจูเห็นทั้งสองมิได้โอบกอดกันอีก จึงยกขันน้ำวิ่งเหยาะๆ เข้ามาในศาลา “น้ำที่คุณหนูต้องการมาแล้วเจ้าค่ะ”หลินถิงกระหายน้ำมานาน ไหนเลยต้องต่อล้อต่อเถียงกับต้วนหลิงอีก พอได้ขันน้ำมาก็เงยหน้าดื่มรวดเดียวไปกว่าครึ่ง น้ำเย็นๆ ไหลจากมุมปาก ลูบไล้ผ่านปลายคาง แล้วหยดลงสู่เบื้องล่างต้วนหลิงเพียงแค่ชำเลืองมอง ก่อนเบือนสายตาออกไป ยืนหันหลังทอดมองม่านหมอกบางเบาเหนือผืนเขาสายลมยามบ่ายพัดผ่าน เมฆหมอกพลันบางลง เผยให้เห็นส่วนหนึ่งของภูเขา ทว่าก็เพียงแค่เศษเสี้ยวเท่านั้น กระทั่งลมสงบ ก็ยังมิได้เห็นภูเขาโดยทั่วบริเวณเอวของเขาซึ่งเคยถูกหลินถิงลูบสัมผัส บังเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด ทั้งคัน ทั้งระคาย หากแต่หาไม่พบจุดที่แท้จริง จึงไม่อาจเกาให้หาย ได้แต่ปล่อยให้ความคันนี้กัดกินใจก่อนตะวันลาลับฟ้า พวกเขาก็จากวัดม่ออิ่นไปด้วยกัน หลินถิงเอนกายอยู่ข้างรถม้า พร่ำขอของกินเล่นจากเถาจูเป็นระยะเพื่อฆ่าเวลา แต่ก็มิได้ออดอ้อนให้นางป้อนเหมือนเคย สตรีอีกนางที่นั่งรถม้าร่วมกับนางคือหลี่ซื่อ จ้องนางตาไม่กะพริบ แววตาร้อนแรงดังเพลิงผลาญตอนแรกหลินถิงพยายามทำเป็นไม่เห็นสายตานั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ก็ไม่อาจเมินเฉยได้อีก นางจึงบ่นพึมพำพลางคายเมล็ดบ๊วยออกมา “ท่านแม่ ข้าจะตายแล้วหรืออย