่างไร”หลี่ซื่อชะงักไปชั่วครู่ แล้วคว้าหูหลินถิง บิดเสียจนนางร้องลั่นก็ยังไม่ยอมปล่อย “บ้าเอ๊ย เจ้าพูดจาอัปมงคลอันใดห้ามเอ่ยคำว่าตายพร่ำเพรื่อ!”เถาจูเห็นคุณหนูตนโดนบิดหู ก็ตีหน้าน่าสงสาร “ฮูหยินเจ้าคะ หูคุณหนูแดงหมดแล้ว”คำพูดนี้มิได้ทำให้หลี่ซื่ออ่อนมือลง กลับยิ่งตำหนิหนักขึ้น “สมควร เจ้าเอาแต่พูดจาเหลวไหล หากไม่อบรมเสียบ้าง วันหน้าจะยิ่งแย่ เจ้าเคยเห็นคุณหนูสกุลไหนในเมืองหลวงทำตัวเช่นเจ้าหรือไม่?”“ภรรยาคนที่สองของสกุลจ้าวเป็นสหายรักข้า บุตรสาวนางตอนนี้ได้เป็นคุณหนูอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง เก่งทั้งพิณ หมากรุก หนังสือ และภาพวาด แล้วเจ้าล่ะ? ไร้ชื่อไร้เสียง เปิดปากทีไรก็พูดจาไม่น่าฟัง”เถาจูรีบพูดแทน “คุณหนูเจ็ดก็ฉลาดมากนะเจ้าคะ”หลี่ซื่อ “…”หลินถิงที่หูถูกบิดจนแดง เง้างอดฮึดฮัด “ถ้าเช่นนั้นข้าไม่ตาย แล้วท่านแม่จ้องข้าตาแทบไม่กระพริบทำไมกันเหมือนข้าใกล้สิ้นใจ หากไม่รีบดูไว้ จะไม่ได้เห็นอีกอย่างไรอย่างนั้น”“เจ้าคลอดมาจากท้องข้า ข้าจะมองหน่อยก็ไม่ได้หรือ?” หลี่ซื่อตอบโต้หลินถิงพยายามแกะมือนางออก “มองได้เจ้าค่ะ แต่สายตาท่านแม่มันแปลกประหลาดนัก ทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายใจ ข้ารู้ว่าตัวเองผิดไปแล้ว ปล่อยให้ข้าอยู่เฉยๆ ได้ไหมเจ้าคะ?”นางพยายามดึงมือมารดาออก แต่ดูเหมือนแรงของหลี่ซื่อจะเหนือกว่า ราวกับตั้งใจจะเด็ดใบหูนางทิ้งเสียให้ได้“ข้าขอร้องแล้ว ปล่อยเถอะเจ้าค่ะ!”หลี่ซื่อจึงยอมปล่อย แล้วเปลี่ยนเรื