่องสนทนา “วันนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง”หลินถิงสะบัดหน้าฮึดฮัด “เหนื่อย เหนื่อยจะตาย… เหนื่อยจนจะเป็นลม” ปีนเขาขึ้นไป แล้วยังต้องปีนลงมาอีกกลางวันยังต้องกินอาหารเจไร้เนื้อใดๆ คนไม่เหนื่อยสิแปลก“แล้วยังไงอีกล่ะ”นางลูบหูที่แดงร้อนของตน แสร้งทำเสียงอ้อน “ยังเจ็บอยู่เลย หูแทบขาด ข้าเป็นลูกแท้ๆ ของท่านหรือไม่ ถึงได้ลงมือโหดร้ายกับข้าเช่นนี้”หลี่ซื่อแสร้งจะบิดหูนางอีก “หลินเล่ออวิ๋น เจ้าจงบอกข้าตามตรง เจ้าเจตนาใช่หรือไม่? เจ้ารู้อยู่แก่ใจว่าข้าจะถามเรื่องใด”หลินถิงเบี่ยงตัวหลบอย่างคล่องแคล่ว “ข้ารู้ๆ ท่านแม่อยากถามเรื่องคุณชายรองต้วน”นางถอนใจเฮือกหนึ่ง “แต่มันเป็นไปไม่ได้จริงๆ ข้าต้องพูดอีกกี่ครั้ง ข้าไม่ชอบเขา เขาเองก็ไม่ชอบข้า พวกเรามิอาจแต่งงานกันได้ ท่านอย่าเพ้อฝันถึงสกุลต้วนอีกเลย”หลี่ซื่อนึกถึงภาพบุตรสาวตนโผกอดต้วนหลิงที่ศาลา ใจคิดว่านางอาจจะอายหรือหัวแข็งก็ไม่รู้ ปล่อยให้นางปิดบังไปก่อนแล้วกัน “เอาเถิด ข้ารู้แล้ว จากนี้เจ้าจะทำอะไรก็สุดแท้แต่เจ้า ข้าจะไม่ยุ่ง”“จริงหรือเจ้าคะ? ท่านแม่เข้าใจที่ข้าพูดแล้วจริงๆ ใช่หรือไม่?” หลินถิงถามอย่างระแวงรถม้าแล่นผ่านเส้นทางภูเขาอันขรุขระ สะเทือนเป็นพักๆ หากเป็นปกติย่อมทำให้ผู้คนรำคาญ ทว่าหลี่ซื่อกลับอารมณ์ดีนัก ตอบรับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “อืม เข้าใจแล้ว แม่ย่อมรู้ใจลูกที่สุด”หลินถิงรู้สึกแปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่รู้จะกล่าวอะไร เถาจูเห็นทั้งสองไม่ทะ