ยู่ที่นี่” นางตอบอย่างรวดเร็วเสียงของจินอันไจ้ ต้วนหลิงเองก็ได้ยินเช่นกัน เขาหันไปมองเงาคนที่สะท้อนอยู่บนหน้าต่าง แสร้งถามเหมือนไม่รู้“คุณหนูเจ็ด พามือมาด้วยหรือ”“สหายข้าชื่อจินอันไจ้ ท่านต้วนเคยเห็นแล้ว เขามาช่วยข้า”ถึงเวลาก็ต้องหนี หลินถิงรีบกล่าวขอบคุณเขาที่ไม่เปิดโปง แล้วปีนออกไปทางหน้าต่างหน้าต่างเปิด-แล้วก็ปิด เรือนกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ต้วนหลิงนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เบือนสายตาออกไปนอกรั้วตำหนักเหลียงอ๋อง มีผู้คุมเฝ้าอยู่สองนาย การจะปีนหน้าต่างเข้าไปนั้นย่อมมิใช่เรื่องง่าย หลินถิงสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปส่งสัญญาณให้จินอันไจ้เงียบไว้ อย่าได้เอ่ยวาจา-เขาไม่มีพรสวรรค์ด้านการเลียนเสียง หากเผลอเปล่งเสียงออกมา มีหวังถูกจับได้ว่าเป็นบุรุษแน่แท้ เป็นใบ้เสียยังดีเสียกว่านางฉุดแขนเขาไว้ แล้วแสร้งทำเป็นเดินหลงทาง ตรงไปยังยามรักษาการณ์หน้าประตู ยังไม่ทันให้ทั้งสองตั้งคำถาม นางก็ชิงกล่าวก่อน“คุณชายทั้งสอง พวกเราหลงทาง จวนเหลียงอ๋องช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน หาเรือนพักกลับไม่พบเลยเจ้าค่ะ”ยามทั้งสอง เมื่อได้ยินเสียงอ่อนหวานเรียกตนว่า “คุณชาย” สีหน้าที่เคยเคร่งขรึมก็พลอยอ่อนลงไปบ้างสตรีตรงหน้านุ่งอาภรณ์นางรำ ใบหน้าแม้ปกคลุมด้วยผ้าบาง แต่ดูจากอาภรณ์ก็พอเดาได้ว่าเป็นนางรำ เหลียงอ๋องโปรดปรานสิ่งใหม่ๆ เป็นที่ลือกันทั่ว รสนิยมในสตรีก็เช่นกัน มักนำพานางร้องนางรำจากที่อื่นมาร่ว