ังไม่แตะจานใหม่ นางก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับจานเดิมที่กินหมดแล้วคงเพราะบุตรหลานขุนนางตระกูลใหญ่เช่นเขา มักเคร่งครัดในกิริยามารยาทเรื่องอาหารการกิน หลินถิงจึงเริ่มปรับพฤติกรรมของตนโดยไม่รู้ตัว ค่อยๆ กินช้าลง รอเขาก่อนแต่เมื่อเห็นเขายังคีบแต่ผักจืดๆ นางก็อดรนทนไม่ไหว“ท่านเจ้าคะ……”เขาดูงุนงงเล็กน้อยแล้วหันไปมองหลินถิง นางชี้ไปที่หมูตงพั่วก่อนจะกลืนน้ำลายลงคอ “ท่านไม่อยากลองหมูตงพั่วจานนี้หรือเจ้าคะ? ดูท่าทางน่าจะอร่อยไม่เบา” ของดีตั้งมากมาย ถ้าไม่แตะเลยก็น่าเสียดายอยู่ แต่ก็ต้องระวังไว้ก่อนตะเกียบหยกในมือของต้วนหลิงหันเบาๆ ไปคีบหมูตงพั่วที่ซึมซับน้ำซอสเข้มข้นไว้เต็มที่ แล้วลองชิมคำหนึ่ง “คุณหนูเจ็ดช่างมีตาดีจริงๆ รสชาติจานนี้ไม่เลวเลย”หลินถิงได้กินหมูตงพั่วแล้วก็เกิดอยากลองจานอื่นอีก “ท่านลองกระดูกหมูเปรี้ยวหวานดูสิ”มือที่ถือตะเกียบของเขาชะงักนิดหนึ่ง ก่อนจะยอมตามคำขอ ลองชิมกระดูกหมูเปรี้ยวหวาน แล้วไม่รู้เพราะอะไรผ่านไปไม่นานก็ยิ้มออกมา ตาหยีเป็นเส้นโค้งนางกัดกระดูกหมูไปคำหนึ่งแล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย “ท่านยิ้มทำไมเจ้าคะ?”รอยยิ้มนั้นทำให้นางรู้สึกใจคอไม่ค่อยดีอย่างไรชอบกล ต้วนหลิงวางตะเกียบลง เทน้ำชาหอมกรุ่นใส่ถ้วย จิบเบาๆแล้วหยิบผ้าเช็ดมือมาเช็ดนิ้วก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองนางอย่างมีรอยยิ้มแต่ไม่ถึงกับยิ้ม “ข้ารู้สึกเหมือนกำลังกินเพื่อพิสูจน์ว่าไม่มีพิษอยู่”หลินถิงสำลักจนแทบไอไม่หยุดอยู่ครู่หนึ