ั้งอับอายทั้งโกรธเคือง แก้มขาวพลันแดงก่ำ “คุณชายเซี่ยหัวเราะสิ่งใดหรือเจ้าคะ?”ใครๆ ก็ย่อมจับความเปลี่ยนแปลงในน้ำเสียงของต้วนซินหนิงได้ว่ามีแววเคืองใจอยู่ในที แม้เซี่ยจื่อม่อจะเคยชินกับการพูดจายียวน แต่เวลานี้กลับต้องเคร่งขรึมขึ้นมาเขาเชี่ยวชาญในการเจรจา ย่อมไม่อยากให้ต้วนซินหนิงเข้าใจผิด จึงรีบเอ่ย “ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่น คุณหนูสามอย่าเข้าใจผิด ข้ามิได้หัวเราะคุณหนูเจ็ด ข้าเพียงแค่……คิดถึงบางเรื่องขึ้นมาเท่านั้น”น่าเสียดาย ถึงจะพูดจาเก่งสักเพียงใด ก็ไม่ทันถูกขัดขึ้นมาก่อนต้วนซินหนิงเห็นหลินถิงเป็นสหายสนิท ถึงจะอ่อนโยนเพียงใดก็มิอาจทนได้ที่จะเห็นสหายถูกหัวเราะเยาะ คราวนี้ถึงกับตัดบทอย่างเย็นชาเป็นครั้งแรก “พอแล้ว ข้ารู้สึกเหนื่อย จะพาเล่ออวิ๋นกลับก่อน” ก่อนจะหันไปมองต้วนหลิง “พี่รอง”ต้วนหลิงรู้ดีว่าน้องสาวจะพูดอะไร จึงปรายตามองหลินถิงที่ยังยืนงงงันราวผู้บริสุทธิ์อยู่ “ข้าจะไปส่งพวกเจ้า”หลินถิงเลิกคิ้วขึ้น สาบานต่อสวรรค์ นางมิได้ตั้งใจให้สองคนนี้ผิดใจกันสักนิด ที่ไม่ยอมเปิดปากห้ามก็เพราะรู้ดีว่านิสัยของต้วนซินหนิงมักชอบคิดไปไกล หากนางลุกขึ้นพูดแทนเซี่ยจื่อม่อในเวลานี้ อีกฝ่ายคงคิดว่านางกลัวอำนาจของสกุลเซี่ย และจึงยอมให้เขาหัวเราะตนได้ตามใจเช่นนั้นย่อมจะยิ่งทำให้นางโกรธกว่าเดิม และกลายเป็นความบาดหมางที่ยากจะคลี่คลายหลินถิงมิใช่พวกชอบเอาใจคนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา แต่ดูจากแววตาเซี่ยจื่อม่อแ