ผืนป่าอันแน่นทึบ แสงตะวันถูกกิ่งไม้เขียวชอุ่มบดบังจนกลายเป็นแสงเงากระจัดกระจายวุ่นวาย จนผู้คนมองแล้วเวียนศีรษะ นางจึงใช้มือป้องหน้าผาก บรรเทาความวิงเวียนในหัวขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าดังมาจากเบื้องหลัง นางเหลือบสายตาไปมองพอดีกับสายตาของต้วนหลิงที่ก็มองตรงมา ทั้งสองสบตากันโดยมิได้ตั้งใจ สายตาของต้วนหลิงนั้นมองที่ใบหน้าของหลินถิง ทว่าหลินถิงกลับมองต่ำลงไปยังบั้นเอวของเขายามก่อนที่ต้วนหลิงจะรู้สึกถึงสายตาของนางซึ่งประหนึ่งจ้องจับเขาเป็นเหยื่อ หลินถิงก็หดศีรษะกลับเข้ารถม้า รีบปิดม่านลง นางทอดถอนใจ วันนี้เกรงว่าคงจะไม่อาจทำภารกิจให้ลุล่วงได้เมื่อกลับถึงจวนสกุลหลิน หลินถิงก็ล้มตัวลงนอนบนเตียง หลับสนิทไปในทันใด รู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ การขี่ม้าทำให้ร่างกายเหน็ดเหนื่อย แต่ความพยายามจะเข้าใกล้ต้วนหลิงนั้นยิ่งสูบพลังใจยิ่งนัก……สิ่งใดจะคิด ค่อยว่ากันพรุ่งนี้***ยามรุ่งอรุณของวันถัดมา ฟ้ายังมืดสลัว ภายในจวนสกุลต้วนอันกว้างใหญ่เงียบงัน ไร้สุ้มเสียงผู้คน น้ำค้างเกาะอยู่ตามใบไม้ดอกหญ้า บางหยดค่อยๆ ไหลผ่านกิ่งใบหยดลงบนพื้นดินชื้น แทรกซึมสู่รากพืช นกน้อยสีสันสดใสบินมาหยุดที่ขอบหน้าต่างซึ่งปิดแน่น มันใช้จะงอยปากจิกขนตรงอก แล้วก็จิกเบาๆ ที่ขอบหน้าต่างภายในห้อง เสียงจิกหน้าต่างของนกนั้นปลุกต้วนหลิงให้ตื่นจากนิทรา เขาลุกขึ้นนั่งโดยมิได้มองลงไปเบื้องล่างที่กลางหว่างขาของตน ซึ่งตามสภาพธรรมชาติยามตื่น