้าก่อน”เขาประคองที่เอวนาง ยกนางขึ้นไปบนหลังม้า หลินถิงถึงกับยังตั้งตัวไม่ทันสิ่งที่เห็นและได้ยินจากหลังม้านั้นแตกต่างจากบนพื้นโดยสิ้นเชิง เบื้องหน้าเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจี สายลมพัดโบกผ่านหู ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนได้โบยบินอิสระ เหมือนครอบครองท้องทุ่งและสรวงสวรรค์หลินถิงสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ขยับม้าให้เดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง ต้วนหลิงยืนมือไพล่หลัง ไม่ได้เดินตาม ทำให้เขาค่อยๆ ถูกทิ้งห่างไปด้านหลังม้าก็เชื่องดี ไม่ดื้อรั้น นางควบเดินรอบสนามได้หนึ่งรอบอย่างสงบพอกลับมาถึงตำแหน่งเดิม หลินถิงก็รีบกระโดดลงจากหลังม้าแล้ววิ่งไปหาต้วนหลิง พยายามแสร้งทำเหมือนคนขี่ม้าครั้งแรกแล้วคุมแรงไม่อยู่ วิ่งเร็วเกินไปจนหยุดไม่ได้ แล้วก็ปะทะโครมเข้าซบอกเขา……เพื่อใช้จังหวะนั้น “โอบ”สำเร็จสำคัญที่สุดคือ……หากพลาด ก็ยังดีกว่าตกจากหลังม้าเป็นแน่แท้นางก็ได้แต่ “ตายเป็นตาย ลองดูสักครั้ง!”แรกเริ่มต้วนหลิงไม่ได้หลบ นางจึงเห็นแววความหวัง จึงไม่ชะลอฝีเท้าเลยแต่เมื่อใกล้ถึงตัวเขาเพียงไม่กี่ก้าว เขากลับไม่คว้ามือรับไว้ มิได้เอ่ยห้าม แต่ขยับตัวหลบไปด้านข้างแทนหลินถิงจึงพุ่งเลยเขาไปตรงๆ แล้วสะดุดหญ้าล้มกลิ้งเข้าไปในกอหญ้าอย่างงดงามดั่งลูกกลมๆ ที่กลิ้งได้