วท้องสำนักมืออสูรประเมินสถานการณ์แล้วเห็นว่ากองทัพพยัคฆ์เหินยกมาครานี้หวังจะถล่มตนให้ราบคาบ หลังจากนักฆ่านัยน์ตาขาวที่ส่งออกมากลุ่มหนึ่งถูกรุมฆ่าโดยจำนวนทหารที่มากกว่าเกือบสิบเท่า พวกเขาจึงปิดค่ายกลเพื่อมิให้เหล่าทหารบุกเข้าไปได้“หากพวกเขาปิดค่ายกลเช่นนี้ พวกเราก็คงบุกเข้าไปมิได้พะยะค่ะ”เซียนหย่งไถทำสีหน้าหนักใจหมิงเฟยหลงอมยิ้มน้อยๆ “กุนซือเซียนเจ้ามีทางลัดเข้าไปในสำนักมืออสูรนี่?”“พะยะค่ะ แต่เข้าไปได้ไม่เกินสิบคน”“แค่สองสามคนก็พอแล้ว ข้าต้องการให้เจ้าไปส่งสาส์นถึงประมุขเถียน หากไม่ยั่วยุให้เขาโกรธจนยอมเปิดฉากรบ พวกเราก็ต้องเสียเวลาล้อมอยู่ที่นี่โดยเปล่าประโยชน์”เซียนหย่งไถทำหน้าฉงน ในขณะที่ชินอ๋องยิ้มน้อยๆ เมื่อนึกถึงกลยุทธ์ที่ พระเชษฐามักจะใช้ก่อนที่จะขึ้นครองบัลลังก์ ‘ยุให้ออกมาต่อยตีย่อมดีกว่ารอจนอ่อนล้า’หมิงเฟยหลงทรงเขียนพระราชหัตถเลขาด้วยพระองค์เอง เนื้อความท้าทายถึงความน่าอับอายของตระกูลเถียนที่คิดก่อกบฏจนนำไปสู่การสูญสิ้น ครั้นเห็นเซียนหย่งไถจะบุกเข้าไปส่งสาส์นของฮ่องเต้ด้วยตนเอง จูจิ้นติ้งก็รู้สึกเป็นห่วงน้องชายของภรรยาจึงต้องการติดตามไปด้วย จินวั่งซู่กับเติ้งเฉินฟู่ก็อาสาไปคุ้มกัน“เอาเถิดในเมื่อพวกเจ้าทั้งสี่เต็มใจไปด้วยกันก็ดีแล้ว การบุกเข้าไปแม้จะบอกว่าเป็นทางลัดที่ไม่มีผู้ใดเข้าถึงตัว แต่พวกเจ้าก็รู้แล้วว่าต้องหลบอาวุธให้ดี” ชินอ๋องเอ่ยเตือนสติ “ครั้งนี้เจ้าคิดจะเข้าไป