ยู่บ้างชุนเหรินกลับเข้าไปในห้องนอนเก็บข้าวของขึ้นเก็บในรถม้าเรียบร้อยพร้อมบอกให้บ่าวรับใช้เตรียมตัวเดินทางในตอนเช้าตรู่วันรุ่งขึ้นก่อนฟ้าสางรถม้าสองคันแยกกันเดินทาง สวีเม่ยกับฟั่นชุนหลันเดินทางเข้าเมืองชิงหลิวโดยมีหู่ซิ่นสือควบม้านำหน้า ครั้นเดินทางเลยหมู่บ้านมาครู่หนึ่งก็พบกลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธครบมือ พวกเขาใช้ผ้าปิดบังใบหน้าโผล่ออกมาขวางทางไว้“ข้าต้องการตัวแม่นางสวี ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องไปได้”ชายร่างใหญ่ที่ยืนข้างหน้ายกดาบเล่มหนาชี้มาที่รถม้าองครักษ์หู่เห็นแล้วก็เลิกคิ้วเล็กน้อย“หากข้าเกี่ยวข้องเล่า?”“หึ! เกรงว่าเจ้าจะเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่เสียเปล่า”เสียงถกเถียงและการหยุดของรถม้าทำให้สวีเม่ยและฟั่นชุนหลันต้องเยี่ยมหน้าออกมามอง “พวกมันมาอีกแล้ว เห็นทีหยางเยียนคงหวังเอาชีวิตข้าจริงๆ”“คุณหนู ปล่อยให้คุณชายหู่จัดการไปเถอะเจ้าค่ะ”สวีเม่ยพยักหน้า นางเองก็อยากรู้เช่นกันว่าฝีมือของหู่ซิ่นสือที่อ้างว่าเป็นขุนนางจากเมืองหลวงผู้นี้เป็นฉันใด หู่ซิ่นสือลงจากหลังม้าหยิบกระบี่ที่สะพายไว้ด้านหลังออกมาอย่างใจเย็น“ในเมื่อข้าไม่คิดจะถอย พวกเจ้าก็เข้ามาเถิด”“ฆ่า!” เสียงชายฉกรรจ์นับสิบร้องขึ้นพร้อมกัน หู่ซิ่นสือใช้วิชาตัวเบาลอยตัวขึ้นกลางอากาศก่อนจะกระโจนเหยียบศีรษะคนเหล่านั้นแล้วเตะส่งไปทีละคนรอบวง เขาตีลังกาไปด้านหลังคนร้ายก่อนจะแทงกระบี่ทะลุร่างคนแรกแล้วยกเท้าขึ้นถีบร่างนั้นให้หลุดจากกระบี่ก่อนจะกระ