หลวนเป้ยเล่อเป็นชายผู้สง่างามรูปร่างสูงใหญ่เมื่อสูงวัยแล้วก็ยังดูภูมิฐาน เดินเข้ามาพร้อมกับสตรีรูปร่างระหงงดงามมากผู้หนึ่ง“เสด็จอาไม่ต้องมากพิธี เจิ้นเคยเห็นท่านเมื่ออายุยังน้อยจึงจดจำท่านมิใคร่ได้ จึงขอเสียมารยาทตรวจสอบท่านเสียหน่อย”อู๋กงกงนำเอารูปวาดของหลวนเป้ยเล่อในสมัยที่ยังอยู่วังชิงหลวนออกมาให้ขุนนางในท้องพระโรงได้เปรียบเทียบรูปลักษณ์และใบหน้า เมื่อฮ่องเต้ได้ทรงสอบสวนด้วยตนเองถึงความสัมพันธ์ของหลวนเป้ยเล่อกับคนในวังหลวงแล้วก็ยังทรงแสดงท่าทีคลางแคลงพระทัย ขุนนางทั้งท้องพระโรงยังคงหันไปซุบซิบกันมหาเสนาบดีหลี่ยังคงไม่ต้องการยอมรับเพราะเกรงตำแหน่งฮองเฮาจะหลุดลอยไปจากฝ่ายตน “ขอเดชะฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าท่านหลวนเป้ยเล่อหายไปหลายสิบปี ควรต้องมีผู้ที่น่าเชื่อถือยืนยันได้อย่างแท้จริงว่าทรงเป็นท่านหลวนตัวจริง”“ใต้เท้าหลี่ เจ้าไม่ต้องกังวลไป เจิ้นให้คนไปเชิญเสด็จฮองไทเฮามาแล้ว”คนทั้งท้องพระโรงล้วนตกตะลึง ในช่วงนั้นฮองไทเฮาที่ทรงดำรงตำแหน่งฮองเฮามีข่าวซุบซิบกันว่าทรงหวาดระแวงคนวังชิงหยวนยิ่งนัก ไม่แน่ว่าอาจจะทรงเป็นผู้เผาวังชิงหยวนและคิดฆ่าหลวนเป้ยเล่อผู้นี้ก็เป็นได้ เหตุใดฮ่องเต้จึงยังทรงกล้านำพระนางให้มายืนยันตัวหลวนเป้ยเล่อ?“ฮองไทเฮาเสด็จแล้ว!” สิ้นคำขานของขันทีพระนางก็ปรากฏที่ประตูด้านข้าง ฮ่องเต้ทรงลุกขึ้นถวายพระพรฮองเฮา ตามด้วยการคุกเข่าถวายพระพรของคนทั้งท้องพระโรง“พวกเจ้าลุกขึ้นได