ส่ในกองเพลิงเพื่ออ้างว่าเป็นคนในวังชิงหยวน เพราะตามรายงานแล้วมีเพศที่แตกต่างกัน เป็นการเอาศพบุรุษมาใส่แทนสตรี และเอาศพบุรุษมาแทนเด็ก กระหม่อมขอเบิกตัวพยานซึ่งเป็นพนักงานชันสูตรศพในช่วงเวลานั้นที่หายสาบสูญไป กระหม่อมได้ส่งคนไปตามหาและพบว่าเขาเร้นกายหนีไปอาศัยอยู่ที่ชายแดนใกล้เมืองฉู่จิ้งหลายสิบปี”เสนาบดีหนุ่มจึงเรียกให้องครักษ์นำตัวอดีตขุนนางชั้นผู้น้อยที่อยู่ในวัยชราเข้ามาถึงท้องพระโรง “คนผู้นี้ชื่อจงหลี่ซุ่น ในยามที่วังชิงหยวนไฟไหม้ เขากับไช่ฉิงคงเป็น ผู้ชันสูตรศพ หลังจากชันสูตรเสร็จจงหลี่ซุ่นกลับหายตัวไป เหลือเพียงไช่ฉิงคงที่บันทึกผลการชันสูตรเพียงผู้เดียว สองปีต่อมาไช่ฉิงคงจู่ๆ ก็ลาออกจากราชการหายตัวไป ความจริงในคดีไฟไหม้วังชิงหยวนมีเพียงเขาสองคนเท่านั้นที่จะให้ความกระจ่างแจ้งได้”ฮ่องเต้ที่ประทับอยู่เบื้องบนสูงสุดในท้องพระโรงก้มพระพักตร์มองขุนนางชราที่หมอบอยู่เบื้องล่าง “เจ้าพูดความจริงให้เจิ้นฟังประเดี๋ยวนี้ หากโกหกแม้แต่คำเดียวลิ้นของเจ้าจะมิได้ใช้การอีกตลอดชีวิต”จงหลี่ซุ่นนั่งหมอบตัวสั่นงันงกรีบโขกศีรษะ “พะยะค่ะ หม่อมฉันจะกราบทูลความจริง”“คราวที่ไฟไหม้วังชิงหยวน หม่อมฉันกับไช่ฉิงคงถูกเรียกให้มาชันสูตรศพ แต่น่าแปลกที่พวกเขากลับให้เขียนรายงานโดยบิดเบือนความจริงจากศพบุรุษเป็นศพสตรี และศพเด็ก แม้จำนวนจะเท่านั้นแต่มิใช่คนที่มีในรายงานว่าเป็นคนวังชิงหยวนสักนิด แต่หม่อมฉันก็ไม่อาจทั