าเรียกก็ได้”จักรพรรดิเป่ยเซี่ยตรัสว่า “แต่ข้าชอบเจ้าที่สุด!”ซูเซี่ยนไม่ตอบอะไรอีก เขาเช็ดปากเล็กๆ ของตัวเองหลังจากกินอาหารอิ่มจากนั้นจึงก้าวลงมาจากโต๊ะเสวย ประสานมือคารวะและเอ่ยอย่างเคร่งขรึมว่า “ข้าต้องไปแล้ว ขอบพระทัยฝ่าบาทสำหรับการต้อนรับอย่างดีในช่วงไม่กี่วันมานี้พ่ะย่ะค่ะ”นี่เป็นการแสดงออกที่สุภาพ แต่ดูห่างเหินเกินไปสำหรับคนเป็นปู่หลานเมื่อจักรพรรดิเป่ยเซี่ยทอดพระเนตรซูเซี่ยนที่หันหลังจากไปอย่างไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ พระองค์จึงรู้สึกร้อนรนและตรัสไปว่า “อาเซี่ยน เจ้าไม่ชอบข้าอย่างนั้นหรือ”ซูเซี่ยนหยุดชะงักและหันกลับไปมองพระองค์ ใบหน้าเล็กๆ นั้นดูน่าสงสารเล็กน้อย เขากล่าวว่า “ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากชอบ ใครบ้างที่ไม่อยากให้ปู่รัก เพียงแต่ข้าไม่อาจรักปู่ที่คิดจะพรากท่านพ่อและท่านแม่ของข้าออกจากกันได้”จักรพรรดิเป่ยเซี่ยรีบตรัสว่า “ถ้าเจ้ายอมเรียกข้าว่าปู่สักครั้ง ข้าจะพิจารณาเรื่องที่เจ้าพูดเมื่อยามบ่ายอย่างรอบคอบอีกครั้ง ตกลงหรือไม่”ซูเซี่ยนชะงัก จักรพรรดิเป่ยเซี่ยทรงพระดำเนินเข้ามาหาเขาและอยู่ห่างไปไม่กี่ก้าว พระองค์ทรงรวบฉลองพระองค์และย่อพระวรกายลงเพื่อให้อยู่ในระดับ711
เดียวกับเขา จากนั้นจึงตรัสอีกว่า “ข้าจะพิจารณาจริงๆ เจ้าเชื่อข้าเถิดนะ ตกลงหรือไม่”ซูเซี่ยนคิด ต่อให้ในท้ายที่สุดพระองค์จะไม่ยอมรับ แต่มันก็ไม่ง่ายเลยที่พระองค์จะยอมสมัครใจพิจารณาเรื่องนี้ใหม่เช่นนี้เดิมทีเป็นอะไรที่