า”“ซูเจ๋อ”“หืม?” เขาขานรับสั้นๆ อย่างเรียบเรื่อยผ่อนคลาย นํ้าเสียงอ่อนโยนและแผ่วเบาราวกับขนนก กระทบใจคนฟังเฉินเสียนยืนขึ้นบนหลังวัว เธอกล่าวว่า “ท่านรับข้านะ”พูดจบเธอก็ทิ้งตัวลงไปทางซูเจ๋อ เขาเบี่ยงตัวและกางแขนรับเธอไว้ แต่ถูกเธอโถมตัวเข้าใส่จนลงไปนอนราบอยู่บนพื้น ทั้งสองกลิ้งลงไปบนผืนหญ้าสีเขียวขจี เฉินเสียนโผตัวเข้าสู่อ้อมกอดของเขา ฝังศีรษะไว้แนบแผงอก สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และหัวเราะเสียงดัง702
เฉินเสียนลูบไล้ปกเสื้อของเขาและบอกว่า “การได้อยู่ร่วมชีวิตเป็นสามีภรรยากับท่าน ต่อให้ต้องวุ่นวายไปอีกครึ่งค่อนชีวิตก็นับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก”ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยตํ่า เฉินเสียนได้นั่งชมพระอาทิตย์ตกดินซึ่งเธอคิดว่างดงามที่สุดกับซูเจ๋อท้องฟ้ายามเย็นเต็มไปด้วยปุยเมฆสีสันสวยงาม พระอาทิตย์ค่อยๆ ลาลับไปหลังลูกคลื่นของเนินเขาซึ่งอยู่ไกลออกไป เฉินเสียนเอียงศีรษะซบไหล่ซูเจ๋อแสงอาทิตย์สีเหลืองอมแดงสาดส่องจนท้องฟ้ากลายเป็นสีทองอมชมพูหลังจากนั้นจันทร์กระจ่างก็โผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมาที่กลางทะเล ดวงดาวเริ่มปรากฏอยู่บนท้องฟ้า สะท้อนลงมาบนท้องสมุทรอันกว้างใหญ่เฉินเสียนรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่เต็มไปด้วยความสุข จนกระทั่งความมืดย่างกรายจึงเริ่มรู้สึกถึงความอ้างว้างเรือที่ชายฝั่งเตรียมพร้อมจะออกเดินทางแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าเธอกำลังจะจากไปเฉินเสียนกระซิบว่า “ซูเจ๋อ ข้าจะต้องไปแล้วใช่ไหม” นํ้าเสียงนั้นไม่อาจซ่อนความโศก