ทว่าฝ่ามือกลับเต็มไปด้วยเรี่ยวแรงซูเจ๋อไม่ได้ลืมตา เขาเอ่ยด้วยนํ้าเสียงที่แหบพร่าเพราะอาการป่วยว่า “ข้าไม่เคยเห็นหน้าพราชายารุ่ยผู้นั้นมาก่อน ไม่รู้ด้วยว่านางมีดีตรงไหน ที่ข้าคิดว่าดีคือสตรีอวดดีที่บุกเข้ามาในห้องหอของข้า และบอกว่าพราชายารุ่ยเป็นคนไม่ดี”เฉินเสียนหัวเราะนิดหนึ่งและบอกว่า “ข้าทำลายพิธีสมรสของท่าน คิดแล้วก็รู้สึกผิดมาก”ซูเจ๋อไม่ขำ เขาถามว่า “ในที่สุดองค์จักรพรรดิของข้าก็เปลี่ยนพระทัยแล้วงั้นหรือ”เฉินเสียนรู้สึกจุกอยู่ในลำคอ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับไม่ให้เสียงสั่น จากนั้นจึงกล่าวว่า “พระองค์เป็นคนที่ใจแข็งดั่งเหล็กกล้า เมื่อเห็นท่านป่วยแบบนี้จึงไม่ยอมเปลี่ยนคำพูด แต่ช่างเถอะ ข้ายอมแพ้แล้ว”“ยอมแพ้?” ปลายเสียงของซูเจ๋อตวัดขึ้นเล็กน้อย เขาลืมตาและหันไปมองเฉินเสียนในดวงตาเรียวยาวคู่นั้นสะท้อนให้เห็นสภาพที่อึดอัดของเธอแต่เธอไม่ได้ถอยหนีอย่างขี้ขลาดเฉินเสียนแสดงท่าทีเฉกเช่นยามที่อยู่ ณ ดินแดนต้าฉู่ในฐานะจักรพรรดินี เธอปล่อยชายแขนเสื้อที่เลิกขึ้นมาในตอนแรกราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นจึงกระตุกริมฝีปากราวกับจะยิ้มและเอ่ยว่า“อืม ข้ายอมแพ้แล้ว ข้าตั้งใจว่าจะกลับต้าฉู่วันนี้ การที่ได้เห็นท่านฟื้นขึ้นมาอย่างปลอดภัยก่อนจะกลับไปทำให้ข้าสบายใจขึ้นมาก”ซูเจ๋อมองเข้าไปในแววตาของเธอ ทว่าไม่เห็นพิรุธใดๆ ภายในแววตาที่เป็นประกายคู่นั้น เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าคิด