อเพียงเขาคนเดียวที่ยังไม่กลับ เขาไปไหน หา?”บรรดาขุนนางคุกเข่ากับพื้นอย่างอกสั่นขวัญแขวนเฉินเสียนตวาดใส่พวกเขา “ไยพวกเจ้าไม่ถามว่าเขาไปไหนเล่า?”“กระหม่อมเคยถามแล้วพ่ะย่ะค่ะ ทว่ายามนั้นอัครเสนาบดีซูพาข้ารับใช้ไปเพียงสองคน บอกว่าไปถึงไหนก็ถือว่าไปที่นั่นพ่ะย่ะค่ะ……”หากไม่ใช่เฮ่อโยวห้ามปราม บอกให้พวกขุนนางถอยออกไป เกรงว่าเฉินเสียนจะติเตียนพวกเขาอีกภายในห้องตำราหลวงเงียบกริบ เฉินเสียนกล่าวอย่างไร้เรี่ยวแรงกะทันหัน“เฮ่อโยว ท่านดูแล้วข้าเหมือนสตรีวิปลาสหรือไม่?”เฮ่อโยวก็นั่งอยู่บนขั้นบันไดบัลลังก์ มองเธอแล้วกล่าวอย่างเห็นอกเห็นใจ“ฝ่าบาทอยากวิปลาสแต่กลับทำไม่ได้ สิ่งนี้คือจุดที่เจ็บปวดที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”ใบหน้าซีดเซียวของเฉินเสียนหัวเราะ ก่อนจะก้มหน้าเอามือเท้าคาง กล่าวด้วยความเหน็ดเหนื่อยว่า “พวกเขาเดินทางอย่างเหนื่อยล้า พึ่งกลับมาถึงเมืองหลวงก็ถูกข้าพาลใส่เสียแล้ว เดี๋ยวท่านช่วยข้าปลอบพวกนั้นหน่อย มอบของรางวัลตามผลงานเลย”“พ่ะย่ะค่ะ”“ท่านก็ถอยไปเถอะ ข้าอยากนั่งคนเดียวสักพัก”เฮ่อโยวลังเลสักครู่ ก่อนจะกล่าวว่า “ฝ่าบาทนั่งพระองค์เดียว……ได้หรือพ่ะย่ะค่ะ? หากต้องการคนรับฟัง กระหม่อมยินดีพ่ะย่ะค่ะ”149
เฉินเสียนไม่ตอบ แค่ส่ายหัวเท่านั้นสุดท้ายเฮ่อโยวก็ถอยออก เหลือเพียงเฉินเสียนคนเดียวที่นั่งจนฟ้าสว่างหนึ่งปีให้หลังวันส่งท้ายปีหรือก่อนวันตรุษจีนหนึ่งวันของปีนี้เฉินเสียนอยู่กับซูเซี่ยนที่พระตำหนักไท่เ