ราบทูลให้ฝ่าบาทปลดออกจากตำแหน่ง ส่วนผู้ใดที่ยังปฏิบัติหน้าที่อย่างขยันหมั่นเพียรก็อาจมีโอกาสได้เลื่อนยศในเวลานี้ซูเจ๋อได้เข้ามาคุมทั้งหกกรมด้วยตนเองเพื่อจัดการกิจของราชสำนักที่ถูกทิ้งสั่งสมไว้กว่าหลายวัน66
เขาจัดการกิจต่างๆ ในราชสำนักได้อย่างยอดเยี่ยมจนน่าตกใจ เมื่อถึงเวลาพลบคํ่า เขาก็มอบรายงานงานในราชสำนักของแต่ละฝ่ายให้เฉินเสียน สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำต่อไปของกรมกลาโหมและกรมขุนนางคือการสอบการประพันธ์และการสอบศิลปะการต่อสู้ในเมืองหลวง ซูเจ๋อปรึกษาหารือสองเรื่องนี้กับเฉินเสียนอย่างละเอียดจนกระทั่งความมืดย่างกรายเข้ามาเหล่าขุนนางเฒ่าตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับการกวาดล้างขุนนางครั้งใหญ่ในราชสำนัก แต่พวกคนแก่หัวแข็งและดื้อรั้นจนไม่อยากจะสูญเสียสิ่งที่มีไปพวกเขาไม่เพียงแต่รวบรวมรายชื่อเพื่อคัดค้านการเป็นอัครเสนาบดีของซูเจ๋อแต่ยังกำชับผู้ใต้บังคับบัญชาของตนไม่ให้ไปเข้าเฝ้าในราชสำนักด้วยในวันที่สองของการทำราชกิจ มีขุนนางมาที่ราชสำนักเพียงประปราย ฉินหรูเหลียงกับซูเจ๋อ คนหนึ่งเป็นผู้บัญชาการฝ่ายทหาร คนหนึ่งเป็นผู้บัญชาการฝ่ายพลเรือน ทั้งสองอยู่ในฝ่ายที่ต่างกัน ซึ่งขุนนางฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนต่างก็ถูกแบ่งแยกอยู่เบื้องหลังของคนทั้งสองส่วนเรื่องการปลดและการเลื่อนยศของเหล่าขุนนาง ซูเจ๋อไม่ได้ทำเพื่อให้พวกเขาตกใจ แต่วิญูชนย่อมไม่คิดการใดนอกจากทำตามตำแหน่งหน้าที่ตน เขาจึง