หว้พระจันทร์กับท่าน ไม่รู้ว่าใช่เรื่องสำคัญหรือไม่”เฉินเสียนชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะหัวเราะขึ้นมา เธอขยับเข้าไปอยู่ตรงหน้าซูเจ๋อ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อมมือออกไปลูบปกเสื้อของเขา เธอยิ้มและเอ่ยอย่างตื้นตันว่า “เครื่องแบบขุนนางนี้ ทางสวมแล้วดูดีเหลือเกิน”ทุกทีเธอได้แต่มองลงมาจากเบื้องบนเท่านั้นซูเจ๋อกระซิบอย่างแผ่วเบาว่า “สวมให้ท่านดูทุกวัน ไม่ใช่ว่าดูจนเบื่อแล้วหรอกหรือ”เฉินเสียนค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้และเอียงศีรษะซบไหล่ของซูเจ๋อ เอื้อมมือไปกอดเขาไว้และกล่าวว่า “จะเบื่อได้อย่างไร ข้าได้แต่มองท่านอยู่ไกลๆ”เขาไม่ใช่ซูเจ๋อดั่งเช่นในอดีตอีกต่อไป ตอนนี้เขาเป็นเสนาบดีผู้กุมอำนาจแม้ว่าจะเจอหน้ากันหลายครั้งหลายคราแต่ก็ต้องปฏิบัติต่อกันในฐานะกษัตริย์และขุนนาง เธออยากจะกอดเขาไว้เช่นนี้ทว่าก็ทำไม่ได้ลมหายใจของเขา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของไม้กฤษณาบนเรือนร่างของเขาทั้งหมดนี้จะสัมผัสได้ก็ต่อเมื่อเธอได้อยู่ใกล้ชิดเขาเช่นนี้ซูเจ๋อกราชับอ้อมแขนโอบรัดเธอไว้อย่างแนบแน่น พ่นลมหายใจรินรดที่ข้างหูของเธอและกล่าวว่า “ตอนนี้ข้าอยู่ใกล้ท่านแล้ว ท่านพอใจแล้วหรือไม่”60
ทั้งคู่กอดกันเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นซูเจ๋อจึงกล่าวว่า “หลังจากจัดการข้อราชการที่อยู่บนโต๊ะหมดแล้ว ข้าจะพาท่านไปชมจันทร์ที่หอชมดาว”เฉินเสียนบอกว่า “ถ้าเพียงแค่ชมจันทร์ ในวังมีหอสูงที่ชมจันทร์ได้ ไม่จำเป็นต้องพาข้าไปไหนไกลหรอก ข้าสั่งให้อวี้เยี่ยนไปเ