สายลมพัดโชยอ่อนภายในสวนไผ่ ทั้งสองเดินจูงมือเคียงข้างกันไปตามทางเดินซึ่งทอดยาวไปจนถึงริมสระ ซูเจ๋อรวบชายเสื้อและนั่งลงที่สุดทางเดินนั่นเฉินเสียนนั่งลงข้างๆ และเอนศีรษะแอบอิงเขาเธอเงยหน้ามองดวงจันทร์กระจ่างในท้องฟ้ายามคํ่าคืน จันทร์เสี้ยวโค้งมนดั่งตะขอเงิน ขาวนวลราวกับหยกบริสุทธิ์เฉินเสียนเฝ้ามองและโอบเอวซูเจ๋อไว้โดยไม่รู้ตัว กราชับกอดแน่น กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาทำให้หัวใจของเธอทั้งไหวหวั่นและรู้สึกสงบไปพร้อมๆ กันเธอรู้สึกว่าบุรุษที่เธอกำลังโอบกอดเป็นเหมือนสายลมที่เย็นฉํ่าในยามคํ่าคืนเป็นดวงจันทร์สว่างไสวบนท้องนภา เธออยากจะกอดเขาให้แน่น ไม่อย่างนั้นเธอเกรงว่าเธอจะต้องแยกจากเขาไปเฉินเสียนค่อยๆ หลุดจากภวังค์ เธอเอนศีรษะซบลงบนแผงอกของซูเจ๋อและสัมผัสได้ถึงความชุ่มเย็นซูเจ๋อใช้เสื้อคลุมของเขาคลุมตัวเธอไว้และถามว่า “หนาวไหม”เฉินเสียนส่ายหน้า เอื้อมมือออกมาสัมผัสบริเวณคอเสื้อของเขา ลูบไล้ไปบนลวดลายละเอียดอ่อนบนอาภรณ์นั้น“เหล่าขุนนางไม่เข้าเฝ้าที่ราชสำนักมากี่วันแล้วหรือ” ซูเจ๋อรู้แต่ยังถาม“สามวัน” เฉินเสียนยิ้มมุมปาก “ท่านมีความคิดดีๆ หรือไม่ ซูเจ๋อ”37
ปลายนิ้วที่ทั้งอบอุ่นและเยียบเย็นของซูเจ๋อลูบไล้เส้นผมที่คลอเคลียอยู่ข้างหูของเธอ เขากล่าวว่า “ถ้าท่านยอมให้พวกเขาปลดข้าออก เรื่องจะไม่กลายเป็นเช่นนี้”“แล้วใครจะยอมทำตามสิ่งที่ข้าต้องการ” เฉินเสียนพึมพำ “ตั้งแต่ลงนามในข้อตกลงกับเย่เหลียง ท่