ากนั้นเย่ซวิ่นกล่าวต่อไปทีละถ้อยคำ สีหน้าเฉินเสียนพลันแปรเปลี่ยนจนดูไม่ได้“ก่อนหน้านี้เขาวางแผนการใหญ่เพื่อฝ่าบาท เหล่าขุนนางล้วนรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่เขาจะต้องทำ เพลานี้บรรลุเป้าหมายแล้ว เหล่าขุนนางก็เริ่มคลางแคลงใจหวาดระแวงไปทั่ว กลัวจะถูกช่วงชิงชัยชนะ มนุษย์ก็อย่างนี้แหละ ล้วนเห็นแก่ตัวปากพรํ่าแต่ว่าทำเพื่อต้าฉู่ อันที่จริงแล้วล้วนทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น”บรรดาขุนนางน้อยใหญ่รู้ว่าซูเจ๋อเป็นผู้นำพาชัยชนะนี้มา และกลัวว่าความสามารถของเขาจะนำชัยชนะนี้ไป ขุนนางผู้มีผลงาน ถึงจะโดดเด่นเพียงใดสุดท้ายก็ยังเป็นขุนนางอยู่ดีเฉินเสียนเข้าใจหลักการนี้ดี ขุนนางเก่าแก่ที่ปีนไต่มาถึงทุกวันนี้ ย่อมรู้ดีกว่าเธอเป็นไหนๆ เพียงแต่เธอไม่เคยมองซูเจ๋อเป็นขุนนางของเธอมาก่อนวิธีการกอบโกยผลประโยชน์แล้วถีบหัวส่ง เธอไม่มีทางใช้กับซูเจ๋อแน่นอนเฉินเสียนกล่าว “พูดตรงๆเลย ท่านคิดจะทำกระไร”เย่ซวิ่นนั่งพิงพนักอยู่บนเก้าอี้ พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กล่าวว่า “กลิ่นหอมของบุปผาในยามราตรีคิมหันต์ฤดูช่างน่าหลงใหลนัก”เฉินเสียนก็ได้กลิ่นหอมด้วยเช่นกัน ทว่าดมไม่ออกว่าเป็นบุปผาชนิดใดได้ยินเย่ซวิ่นกล่าวอีกว่า “ข้าเปลี่ยนใจกะทันหันแล้ว เย่เหลียงไม่เอาสองเมืองสัญญาที่ซูเจ๋อร่างไว้กับเย่เหลียงก็ถือเป็นโมฆะได้”เฉินเสียนชำเลืองมองเขา แววตาของเขาส่องประกายราวกับใยไหม และยังเหมือนพิษงู กำลังกลืนกินความทะเยอทะยานในก้นบึ้งดวงตาของเขา650