เบาว่า : “อาเสียน ข้าสบายดี”เฉินเสียนกำชายแขนเสื้อของเขาไว้แน่น กุมมือของเขาไว้ พร้อมกับพูดขึ้นพึมพำว่า : “ท่านทำข้าตกใจแทบแย่”เมื่อกลับไปถึงเรือนที่จวน เฉินเสียนก็หันไปแล้วพุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของซูเจ๋อทันที เธอนิ่งเงียบไม่พูดอะไรออกมา แขนทั้งคู่กอดเขาแนบแน่น ซุกหน้าเข้าไปในอ้อมกอดของเขา สูดลมหายใจเข้าออกเต็มปอด รับรู้ถึงกลิ่นอายของเขาเหนือศีรษะนั้นเต็มไปด้วยดวงดาวเธอกอดเขาแนบแน่นเนิ่นนาน ไม่อยากที่จะปล่อยเลยเฉินเสียนพูดขึ้นพึมพำว่า : “ท่านก็รู้ว่าข้ากลัว กลัวว่าท่านจากไปแล้ว จะไม่หวนคืนกลับมาอีก”ซูเจ๋อโน้มตัวลงมา กอดเธอแนบแน่นในอ้อมกอดของเขา ใช้มือประคองศีรษะของเธอ ระหว่างนิ้วมือของเขานั้นซอกซอนไปด้วยเส้นผมที่อ่อนนุ่มดุจแพรไหมของเธอ“ขอเพียงแค่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ท่านอยู่ตรงนี้ ข้าก็จะอยู่ไม่ไกลมาก”ท่านอ๋องมู่ได้กลับไปยังค่ายทหารของอาณาจักรเป่ยเซี่ยเป็นที่เรียบร้อย และได้กลับไปยังชานเมืองของอาณาจักรเป่ยเซี่ยในคืนนั้นเลย เพราะองค์จักรพรรดิเป่ยเซี่ยกำลังรอการทูลรายงานจากเขาอยู่ท่านอ๋องมู่ได้เข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิเป่ยเซี่ยเป็นอันดับแรก แต่สีพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิเป่ยเซี่ยนั้นเต็มไปด้วยความเครียดขรึม พระองค์ทรงเงยพระพักตร์ขึ้น แล้วทรงทอดพระเนตรมายังท่านอ๋องมู่ด้วยแววพระเนตรที่มืดมนและเย็นชา572
ท่านอ๋องมู่หัวเราะพร้อมกับพูดขึ้นว่า : “ดูสีพระพักตร์ของเสด็จพี่ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่นักนะพ่ะย่