ซูเจ๋อนวดดวงตาให้เฉินเสียนเบาๆ เพื่อจะให้เธอรู้สึกสบาย เขายิ้มขึ้นที่มุมปากพร้อมกับพูดขึ้นว่า : “ข้าคือพ่อของเขา มีอะไรให้น่าขอบคุณกัน”เฉินเสียนกอดเขาแนบแน่น พูดขึ้นพึมพำว่า : “ซูเจ๋อ ด้านนอกลมพัดค่อนข้างแรง แต่ข้ากลับรู้สึกอุ่นใจเป็นอย่างมาก ชั่วชีวิตนี้ มีแค่ท่านกับซูเซี่ยนที่คอยอยู่เคียงข้างข้า ข้าก็ไม่ต้องการสิ่งอื่นใดอีกแล้ว”ซูเจ๋อปลอบใจเธอแล้วทั้งคู่ก็ผล็อยหลับไปอย่างสงบตื่นเช้ามาในวันรุ่งขึ้น ก็ยังคงเป็นเช้าที่สาดส่องไปด้วยแสงแดดสว่างจ้าแต่ไร้ซึ่งความอบอุ่นเฉินเสียนให้แม่นมซุยเก็บข้าวของสัมภาระ พวกเขากำลังเตรียมตัวจะเริ่มออกเดินทางจากที่แห่งนี้ก่อนที่จะออกเดินทาง ซูเจ๋อก็ได้อุ้มซูเซี่ยนด้วยมือเดียว พร้อมกับพาเฉินเสียนมุ่งหน้าไปยังเนินเขาด้านหลังของหมู่บ้าน ในมือของเฉินเสียนนั้นถือตะกร้าไว้หนึ่งใบ ด้านในของตะกร้ามีธูปเทียนและขนมนิดหน่อยที่เตรียมไว้ซูเจ๋อบอกว่าจะพาเธอไปพบท่านแม่ของเขา ปีนั้นท่านแม่ของเขาถูกฝังอยู่ข้างเนินเขาลูกนี้ผ่านไปแล้วยี่สิบกว่าปี ไม่รู้ว่าตอนนี้ที่นั่นสภาพจะเป็นยังไงบ้างเฉินเสียนเดินอยู่บนเนินเขา ลมที่หนาวเย็นพัดโชยเส้นผมและชายกระโปรงของเธอ ดุจบุปผาที่กำลังเบ่งบานต้านลมอยู่บนปลายหน้าผาอย่างภาคภูมิ546
ชุดกระโปรงสีส้มอ่อนของเธอและชุดสีดำสนิทของซูเจ๋อเรียงเข้าด้วยกัน ดูแล้วกลมกลืนเข้ากันอย่างบอกไม่ถูกเจ้าตัวกลมที่อิงอยู่บนไหล่ของซูเจ๋อ ที่ทั้งขาวและเนียนนุ่