นใจของเขาในเวลาต่อมาเฉินเสียนกล่าวว่า “ข้าเคยบอกแล้วว่าในค่ายทหารนั้นทรมาน ชีวิตอาจหล่นหายไปได้ทุกเมื่อ เจ้านึกเสียใจหรือไม่”เกาเหลียงคิดว่าถ้าเขานึกเสียใจ เขาคงไม่รอมาจนถึงตอนนี้ ตอนที่เฉินเสียนมาพันผ้าที่บาดแผลให้เขาเกาเหลียงตอบว่า “เกล้ากระหม่อมจำได้ และไม่คิดจะละทิ้งกลางทาง”เฉินเสียนกระตุกยิ้มมุมปาก เธอตบไหล่เขาและกล่าวว่า “ดีมาก ไม่เลวเลยร่างกายยังลํ่าสันขึ้นด้วย เพียงแต่เจ้าบาดเจ็บที่ขา หลังสิ้นสงครามคงต้องพักฟื้นอีกระยะหนึ่ง หวังว่าเจ้าจะฟื้นตัวทันการทดสอบฝีมือการต่อสู้ในการสอบขุนนางปีหน้านะ”เกาเหลียงชะงักและกล่าวว่า “เกล้ากระหม่อมจะไม่ทำให้องค์หญิงผิดหวังพ่ะย่ะค่ะ!”ต่อมาเฉินเสียนจึงไปหาแม่ทัพโฮ้วเพื่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องของเกาเหลียงแม่ทัพโฮ้วกล่าวว่าเขาฝึกฝนการต่อสู้อย่างขยันขันแข็งและก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนน่าทึ่ง นอกจากนี้ทุกครั้งที่ออกรบเขายังอาสาเป็นแนวหน้าทุกครั้ง แม้ว่าจะยังเป็นเพียงพลทหารเล็กๆ แต่ในภายภาคหน้าจะต้องปลุกปั้นเขาได้อย่างแน่นอนแม่ทัพอู่โหวส่วนมากล้วนเคยผ่านความทุกข์ยากมาในค่ายทหาร พวกเขาต้องพุ่งเข้าใส่แนวหน้าของศัตรู ต่อสู้อย่างห้าวหาญ ต้องสั่งสมประสบการณ์ และใช้ความสามารถซื้อใจปราชาชนตอนที่ได้ยินคำพูดของเกาเหลียงในค่ายทหาร เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเขามองการณ์ไกลกว่าคนทั่วไป เมื่อเขาเข้าไปและกลับออกมาจากกองไฟก็ยิ่งรู้ว่าเขาเป็นคนที่477
ใส่ใจผู้อื่น ตอนนี้ดูเหมื