เป่ยเซี่ยพยายามโน้มน้าวว่า“กราบทูลองค์จักรพรรดิ ต้าฉู่ตกอยู่ในไฟสงครามครั้งแล้วครั้งเล่า นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะฉวยโอกาสจากความอ่อนแอ หากไม่ยกทัพลงใต้ครานี้แล้วจะรอเมื่อไรหรือองค์จักรพรรดิทรงใคร่จะเห็นองค์หญิงจิ้งเสียนปกครองไพร่ฟ้าพ่ะย่ะค่ะ”สำหรับจักรพรรดิ เมื่อผลประโยชน์ของอาณาจักรอยู่เบื้องหน้า แม้แต่ครอบครัวยังไม่ต้องพูดถึง แล้วนับประสาอะไรกับองค์หญิงจิ้งเสียนที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับจักรพรรดิเป่ยเซี่ย ตอนนั้นเป็นเพียงเพื่อมิตรภาพอันดีระหว่างสองอาณาจักร พระองค์จึงมีพระราชโองการส่งพระธิดาบุญธรรมไปอภิเษกกับทางต้าฉู่ องค์หญิงจิ้งเสียนจึงเป็นเพียงพระราชนัดดาบุญธรรมซึ่งไม่ได้นับเป็นพระญาติกับจักรพรรดิเป่ยเซี่ยด้วยซํ้าแม่ทัพใหญ่กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้จักรพรรดิเคยช่วยชีวิตองค์หญิงจิ้งเสียนไว้ ก็นับว่ามีทั้งความเมตตาและความชอบธรรมแล้ว หากพระองค์ได้ถือครองอำนาจการปกครองของต้าฉู่ พระราชทานเรือนและที่ดินงามๆ ให้แก่นาง พระราชพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลให้ ก็นับว่ามีทั้งคุณธรรมและความชอบธรรมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”จักรพรรดิเป่ยเซี่ยมีพราชนมายุล่วงวัยกลางคนมาแล้ว เส้นผมบางเส้นที่มวยไว้เรียบร้อยในมงกุฎทองคำเริ่มกลายเป็นสีดอกเลา แต่ใบหน้าของพระองค์เคร่งขรึม สายพระเนตรเฉียบแหลม ทุกอิริยาบถมั่นคง สงบ และยังคงแฝงไปด้วยความมีสง่าน่าเกรงขามของกษัตริย์ ดูไม่เหมือนคนชราเลยแม้แต่น้อยจักรพรรดิเป่ยเซี่ยตร