ละคิดเพียงว่าถ้าพวกเขาไม่สะเพร่า เฉินเสียนจะหนีรอดออกไปจากเมืองหลวงได้อย่างไร ดังนั้นจึงมีพระกระแสรับสั่งว่า “ลากพวกมันสองคนออกไปแล้วตัดหัวซะ!”มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ยืนขึ้นและอ้อนวอน “องค์จักรพรรดิทรงระงับโทสะเถิดพ่ะย่ะค่ะ! เวลานี้ทหารกบฏกำลังรวบรวมกำลังพล พระองค์โปรดทรงให้พวกเขาได้แก่ตัวเพื่อชดใช้ความผิดด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”455
จักรพรรดิหันไปทอดพระเนตรด้วยพระเนตรที่แดงกํ่า ทรงตรัสอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันว่า “ลากเจ้าขุนนางทรยศที่มาอ้อนวอนนี่ไปตัดหัวพร้อมกันเสีย!”ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ผู้นั้นเดิมเป็นขุนนางท้องถิ่นขององค์จักรพรรดิ เป็นผู้บัญชาการกองกำลังทหารรักษาพระองค์และเป็นหัวหน้านักดาบหลวงที่เคยติดตามองค์จักรพรรดิไปทุกที่ แต่ตอนนี้องค์จักรพรรดิทรงพิโรธหนัก ความจริงที่ว่าเฉินเสียนยังมีชีวิตอยู่ทำให้พระองค์สะเทือนพระทัยเป็นอันมาก พระองค์ไม่สนว่าใครเป็นใคร ผู้ใดก็ตามที่ทำให้พระองค์ขุ่นเคือง คนผู้นั้นย่อมสมควรตายเหล่าขุนนางต่างหวั่นเกรง ไม่มีใครกล้าออกมาอ้อนวอนอีกขุนนางบางคนในราชสำนักซึ่งเป็นอดีตขุนนางแห่งราชวงศ์ก่อนต่างนิ่งเงียบและไม่แสดงท่าทีใดๆ นอกจากนี้ขุนนางบางคนที่โกรธแค้นเกี่ยวกับอุบัติเหตุไฟไหม้เรือในแม่นํ้าหยางชุนก็ไม่แสดงท่าทีใดๆ เช่นกันในท้องพระโรงแห่งนี้ยังมีขุนนางอีกสักกี่คนที่ยังหวังว่าจักรพรรดิจะรักษาเมืองหลวงไว้ได้?เมื่อเมฆหมอกจางหายไป อำนาจแห่งจักรพรรดิเปลี่ยนมือ ในไม่ช้าพวกเขาจ