ว เหลียนชิงโจวผู้ซึ่งสวมอาภรณ์สีเขียวกล่าวอย่างสุภาพว่า “ในสมัยราชวงศ์ก่อน แม่ทัพโฮ้วประจำการอยู่ในเขตชายแดน งั้นข้าก็ขอเล่าเรื่องที่ท่านแม่ทัพไม่ทราบ ข้ากับองค์หญิงรํ่าเรียนวิชาด้วยกัน ใต้เท้าซูเข้ามาเป็นอาจารย์ในโรงเรียนไท่ตั้งแต่ยังหน่◌ุม ซึ่งเป็นอาจารย์ของพวกข้า เขาสอนองค์หญิงเพียงควรทำเช่นไร ไม่เคยทำแทนหรือตัดสินใจแทนนางเลย และจุดนี้ก็คือคุณค่าที่เขาเป็นอาจารย์อาจารย์เฝ้าดูองค์หญิงจนเติบใหญ่ ต่อมาตระกูลข้าประสบเภทภัย อาจารย์จึงช่วยข้าไว้ ทั้งยังสอนข้าทำการค้า ข้าทำการค้ากับเขามาแปดปี ทรัพย์สินที่สั่งสมมาตลอดแปดปีนี้ก็เพื่อใช้ในการทหารยามนี้ จะได้สู้รบครั้งเดียวก็คว้าชัยชนะได้เลย”แม่ทัพโฮ้วกล่าวอย่างเศร้าสร้อย “เกรงว่าใต้หล้านี้ คงไม่มีใครเทียบการวางแผนที่ครอบคลุม รอบคอบและยาวไกลกับเขาได้แล้ว”เหลียนชิงโจวกล่าว “ท่านแม่ทัพ ท่านว่าความรักที่คนคนหนึ่งมีต่ออีกคนต้องลึกซึ้งถึงขั้นไหนจะทำให้ยี่สิบกว่าปีราวกับหนึ่งวัน โดยไม่เคยเหินห่างไปไกล?ถึงแม้ตัวเองต้องตกอยู่ในนํ้าวนที่อันตราย ยากแก่การเอาตัวรอด แต่ก็ยังคงอดกลั้นฝืนทน รักษาแสงสว่างอันริบหรี่ไว้”แม่ทัพโฮ้วเม้มปากไม่ตอบเหลียนชิงโจวกล่าวว่า “ประหนึ่งองค์หญิงก็คือแสงสว่างของเขา ท่านกล่าวว่าเขาช่วยเหลือเพื่อตอบแทนพระคุณของจักรพรรดิผู้ล่วงลับไปแล้ว แต่ข้าน้อยกลับ419
รู้สึกว่า เขาอยากให้องค์หญิงมีอนาคตที่สดใสไร้กังวล ท่านคาดการณ์ว่าเขามี