บอกข้าเข้าไปใหญ่”จากนั้นรถม้าก็เคลื่อนตัวไกลออกไปเรื่อยๆ ทิ้งไว้เพียงเสียงที่ดังโหวกเหวกโวยวายอยู่ข้างหลัง แต่จู่ๆ กลับมีกลุ่มคนตามหลังรถม้ามาเป็นทหารเวรยามที่แยกกลุ่มวิ่งออกจากประตูวังตามหลังมาด้วยทันใดนั้นเอง จู่ๆ ก็มีทหารเวรยามนายหนึ่งวิ่งมาขวางทางรถม้ากลางถนนเฉินเสียนเปิดม่านรถม้า แล้วถามขึ้นว่า : “เกิดอะไรขึ้น?”หัวหน้าทหารเวรยามผู้นั้นจำเฉินเสียนไม่ได้ แต่น่าจะจำฉินหรูเหลียงได้ เพราะเป็นถึงผู้นำระดับสูงของพวกเขาทหารเวรยามจึงรีบประสานมือคารวะเพื่อทำความเคารพ ตอนนั้นเขาจึงรู้ได้ในทันทีว่าคนทั้งสองที่อยู่ในรถม้านั้นคงจะเป็นองค์หญิงและราชบุตรเขยที่มาร่วมงานเลี้ยงฉลอง เขาจึงพูดขึ้นว่า : “กระหม่อมเพียงแค่ต้องการตรวจทานรถม้าขององค์หญิง ขอองค์หญิงทรงประธานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”เฉินเสียนเปิดม่านทั้งหมดขึ้นแล้วให้ทหารเวรยามนำคบเพลิงเข้าไปส่องจนทั่วข้างในนั้นนอกจากเฉินเสียนและฉินหรูเหลียงแล้วก็ไม่มีผู้อื่นใดอีก230
เฉินเสียนจึงพูดขึ้นว่า : “จะตรวจทานรถม้า จำเป็นจะต้องวิ่งตามมาตรวจกลางถนนแบบนี้หรือ? เมื่อครู่นี้ตอนที่ยังอยู่ในวัง หากเดินมาบอกสักคำ ก็ไม่ต้องเสียเวลาวิ่งตามมาไกลขนาดนี้แล้ว”หัวหน้าทหารเวรยามจึงพูดขึ้นว่า : “คืนนี้ในพระราชวังมีนักฆ่าปรากฏตัวขึ้นกระหม่อมเพียงแค่กันไว้ก่อน มิอาจหลีกเลี่ยงการตรวจค้นได้” เมื่อเขาพูดจบ ก็ถอยหลังออกไปทันที เพื่อหลีกทางให้รถม้าเดินทางต่อเฉินเสียนรู้เรื่อ